| markup หมายถึง อะไร ? | หมายถึง การอธิบาย หรือ การให้คำจำกัดความของข้อมูล |
|---|---|
| markup language คืออะไร ? | คือภาษาที่ใช้อธิบายข้อความ ส่วนมากจะพบในรูปของ tag |
| GML คืออะไร ? | เป็นภาษา markup รุ่นแรก โดยมีแนวคิดคือ ให้นักพัฒนาคิดกลุ่มของ tag ขึ้นมาเอง เพื่อใช้อธิบายเอกสาร |
| SGML คืออะไร ? | เป็นภาษา markup ที่พัฒนาต่อจาก GML เพื่อสร้างให้เป็นมาตรฐาน |
| HTML คืออะไร ? | เป็นภาษา markup ที่ถูกพัฒนาจากภาษา SGML เพื่อใช้แสดงผลผ่าน browser |
| XML คืออะไร ? | เป็นภาษาที่ใช้ในการนิยามข้อมูล ( date definition ) โดยภาษาที่ใช้นิยามโครงสร้างข้อมูลให้กับเอกสาร xml |
| ประโยชน์ของ xml | ไดแก่ self described data, data exchange, messaging format, RSS |
| ภาษาต่างๆที่พัฒนาจาก xml | เช่น CML, MathML, XHTML, SVG, BML, SMIL, WML เป็นต้น |
| ความแตกต่างระหว่าง tag กับ element | tag คือส่วนที่เป็น tag เท่านั้น ส่วน element จะรวมถึง attribute และ ข้อมูลภายในด้วย |
|---|---|
| ลักษณะต่างๆที่เกิดขึ้นของ element | ได้แก่ ภายใน eleemtn มีข้อความอยู่, ไม่มีอะไรอยู่เลย, มี element ลูกอยู่, มีข้อความปน element ลูกอยู่ |
| ตัวอย่างของ ภายใน element มี element ลูกอยู่ | ตัวอย่างของ ภายใน element มี element ลูกอยู่ |
| ตัวอย่างของ ภายใน element มี ข้อความ อยู่ | ตัวอย่างของ ภายใน element มี ข้อความ อยู่ |
| ตัวอย่างของ ภายใน element ไม่มีอะไรอยู่เลย | ตัวอย่างของ ภายใน element ไม่มีอะไรอยู่เลย |
| ตัวอย่างของ ภายใน element ข้อความ ปนกับ element ลูกอยู่ | ตัวอย่างของ ภายใน element ข้อความ ปนกับ element ลูกอยู่ |
| xmlns:prefix | ใช้ในการป้องกันความสับสนในการอ้างถึง element ในกรณีที่มีชื่อเหมือนกัน |
|---|---|
| namespace ของ xml schema | ได้แก่ xmlns:xsd |
| namespace ของ xslt | ได้แก่ xmlns:xsl |
| namespace ของ function | ได้แก่ xmlns:fn |
| หน้าที่ของ XML Parser | ได้แก่ read, create, update, manipulate |
|---|---|
| การแบ่งชนิดของ XML Parser | ได้แก่ การแบ่งตามคุณสมบัติ หรือ การแบ่งตามการสำรวจเนื้อหา |
| คุณสมบัติของ XML | ได้แก่ well-formed xml และ valid |
| XML Parser แบบ validating และ non-validating | อธิบาย xml parser แบบ validating และ non-validating |
| XML Parser ที่รองรับ DOM หรือ รองรับ SAX | อธิบาย xml parser ที่รองรับ DOM และ xml parser ที่รองรับ SAX |
| มาตรฐานของ XML | ได้แก่ DTD, XML Schema, XSLT, XPath, XQuery, DOM, SAX |
| องค์ประกอบของ XSL | ได้แก่ XSLT, XPath, XSL-FO |
| กฏไวยากรณ์ของ XML | เช่น ห้ามมี tag ซ้อนเหลื่อมกัน, ชื่อ tag ห้ามขึ้นต้นด้วย xml เป็นต้น |
| โครงสร้างเอกสาร XML | ได้แก่ Prolog, Body, Eplilog |
| XML Declaration | เป็นส่วนที่ประกาศให้รู้ว่านี่คือเอกสาร xml |
| Document Type Declaration | ใช้กำหนดไฟล์ที่ใช้นิยามเอกสาร xml นี้ |
| การ comment ในเอกสาร xml | ใช้ อธิบายข้อความ โดยเอกสาร xml จะไม่ประมวลผลใดๆในคำสั่งนี้ |
| PI ( Processing Instruction ) | ใช้กำหนด application ต่างๆให้กับเอกสาร xml |
| CDATA | คำสั่งที่อยู่ใน CDATA นี้จะไม่ถูก XML Parser ประมวลผล |
| ความสำคัญของการนิยามโครงสร้างข้อมูล | เช่น เป็นการกำหนดรูปแบบโครงสร้างเอกสาร xml ว่าจะให้มีลักษณะเช่นไร, เป็นข้อตกลงระหว่างองค์กร |
| DOM คืออะไร ? | เป็นการมองเอกสาร xml ในลักษณะโครงสร้างต้นไม้ ( Tree-Based Parser ) |
| SAX คืออะไร ? | จะจัดการเอกสาร XML ตามแนวทางของ Event-Driven Parser |
| การประกาศ DTD ในเอกสาร xml | มี 2 แบบ ได้แก่ External DTD และ Internal DTD |
|---|---|
| การประกาศ External DTD | ใช้ในกรณีที่มีการสร้างเอกสาร dtd แยกออกจากเอกสาร xml |
| การประกาศ Internal DTD | ใช้ในกรณีที่มีการสร้างเอกสาร dtd ภายในเอกสาร xml |
| PCDATA | กำหนดให้ภายใน element มีข้อความอยู่ หรือไม่มีข้อความอยู่ |
|---|---|
| EMPTY | กำหนดให้ภายใน element ไม่มีอะไรอยู่เลย ( เป็น tag ว่าง ) |
| ANY | กำหนดให้ภายใน element จะมีอะไรอยู่ก็ได้ |
| Child Element | กำหนดให้ภายใน element ต้องมี element ลูกอยู่ |
| PCDATA and Child ELement | กำหนดให้ภายใน element ต้องมี ข้อความ และ element ลูกอยู่ |
| Choice Child Element | กำหนดให้ภายใน element ต้องมี element ลูกอยู่ ตัวใดตัวหนึ่ง |
| Least Child Element | กำหนดให้ภายใน element ต้องมี element ลูกอยู่ โดยต้องมีอย่างน้อย 1 ตัว |
| UnLimit Child Element | กำหนดให้ภายใน element ต้องมี element ลูกอยู่ โดยจะมี element ลูกแบบนั้นเท่าไรก็ได้ หรือไม่มีเลยก็ได้ |
| Single Child Element | กำหนดให้ภายใน element ต้องมี element ลูกอยู่ โดยต้องมีได้เพียง 1 ตัว หรือไม่มีเลยก็ได้ |
| Entity Type Element | ใช้กำหนด element โดยกำหนดให้ภายใน element มีคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้ใน Entity |
| CDATA | ค่าข้อมูลของ attribute ต้องเป็น ตัวอักษร เท่านั้น ( สามารถมี ช่องว่าง ได้ ) |
|---|---|
| Choice | ค่าข้อมูลของ attribute ต้องเป็น ค่าข้อมูลใด ค่าข้อมูลหนึ่ง ที่กำหนดเท่านั้น |
| NMTOKEN | ค่าข้อมูลของ attribute ต้องเป็น ตัวอักษร เท่านั้น ( ไม่สามารถมี ช่องว่าง ได้ ) |
| NMTOKENS | ค่าข้อมูลของ attribute ต้องเป็น ตัวอักษร เท่านั้น โดยจะเก็บข้อมูล ได้หลายข้อมูล ซึ่งตัวแบ่งระหว่างข้อมูลก็คือ ช่องว่าง |
| ID | โดยที่ค่าข้อมูลของ attribute ห้ามมีการซ้ำกันเกิดขึ้น |
| IDREF | ค่าข้อมูลของ attribute จะใช้อ้างถึง ID ของ element อื่นๆ |
| IDREFS | ค่าข้อมูลของ attribute จะใช้อ้างถึง ID ของ element อื่นๆ โดยจะเก็บข้อมูล ได้หลายข้อมูล ซึ่งตัวแบ่งระหว่างข้อมูลก็คือ ช่องว่าง |
| ENTITY | ค่าข้อมูลของ attribute จะเป็นชื่อของ entity ที่ต้องการ |
| ENTITIES | ค่าข้อมูลของ attribute จะเป็นชื่อของ entity ที่ต้องการ โดยจะเก็บข้อมูล ได้หลายข้อมูล ซึ่งตัวแบ่งระหว่างข้อมูลก็คือ ช่องว่าง |
| REQUIRED | หมายความว่า จะต้องมี attriubte นั้นเสมอ |
| IMPLIED | หมายความว่า จะต้องมี attriubte นั้นหรือไม่ก็ได้ |
| FIXED | หมายความว่า ถ้าไม่มีการกำหนด attribute แล้ว attribute ก็จะมีค่าข้อมูล เป็นค่า default ที่กำหนด |
| ประเภทของ Entity ในภาษา XML | ได้แก่ General Entity และ Parameter Entity |
|---|---|
| การใช้ Parsed Entity แบบ Internal | ใช้กับข้อมูลประเภทข้อความ |
| การใช้ Parsed Entity แบบ External | ใช้กับข้อมูลประเภทข้อความ โดยการอ้างอิงไปถึง ไฟล์ที่เก็บข้อความ |
| การใช้ UnParsed Entity | ใช้กับข้อมูลที่ไม่ใช่ประเภทข้อความ เช่น รูปภาพ เป็นต้น |
| การใช้ Parameter Entity | ใช้กำหนด entity เพื่อแทน ชนิดข้อมูล ของ element |
| Root Element ของ XSD | เป็น root element ของเอกสาร xsd |
|---|---|
| การ Comment ในเอกสาร XSD | ใช้เก็บข้อความในลักษระเดียวกันกับ comment |
| appInfo ในเอกสาร xsd | ใช้เก็บข้อความที่บอกเกี่ยวกับ XML Schema |
| Documentation ในเอกสาร XSD | ใช้เก็บข้อความเกี่ยวกับ ลิขสิทธิ์ ผู้สร้าง หรือหน่วยงานที่สร้าง |
| Element ในเอกสาร XSD | ใช้กำหนด element เป็นชนิดข้อมูลตามที่กำหนด |
| Element Reference ในเอกสาร XSD | ใช้อ้างถึง element ที่กำหนด โดยจะทำให้มีคุณสมบัติเหมือน elementName ที่กำหนด |
| Element minOccurs - MaxOccurs ในเอกสาร XSD | ใช้กำหนด จำนวนต่ำสุด หรือ จำนวนสูงสุด ที่สามารถสร้าง element ได้ |
| Sequence Element ในเอกสาร XSD | ใช้กำหนดว่า ให้สร้าง element แบบเรียงลำดับด้วย |
| Choice Element ในเอกสาร XSD | ใช้กำหนดว่า ให้สร้าง element ตัวใดตัวหนึ่ง เท่านั้น |
| Attribute ในเอกสาร XSD | ใช้กำหนด attribute โดยจะมีชนิดข้อมูลตามที่กำหนด |
|---|---|
| Use Attribute ในเอกสาร XSD | ใช้กำหนดว่า keyword ได้แก่ required, optional, proibited เพื่อกำหนดความสำคัยของ attribute |
| Default Attribute ในเอกสาร XSD | ใช้กำหนด ค่าข้อมูล ในกรณีที่ไม่มีการกำหนดค่าข้อมูล ให้กับ attribute นี้มา |
| ComplexType ในเอกสาร XSD | ใช้กำหนด ค่าข้อมูล ให้กับ attribute โดยจะมีค่าข้อมูลนี้เสมอ |
| ชนิดข้อมูลของ xsd | ได้แก่ Simple Type และ Complex Type |
|---|---|
| ประเภทของ Simple type | ได้แก่ Primitive data-type และ Derived data-type |
| การเรียกใช้ชนิดข้อมูลของ simple type | จะต้องเรียกใช้ผ่าน namespace xsd |
| การสร้าง Simple type ของตัวเองด้วย faucet ( ภายใน element ) | เป็นการสร้างข้อกำหนดให้ element ของ Simple type |
| การสร้าง Simple type ของตัวเองด้วย faucet ( ภายนอก element ) | เป็นการสร้างข้อกำหนดให้ element ของ Simple type |
| การสร้าง Complex type ( ภายใน element ) | เป็นการสร้าง ชนิดข้อมูล ขึ้นมาเอง ให้กับเอกสาร xsd |
| การสร้าง Complex type ( ภายนอก element ) | เป็นการสร้าง ชนิดข้อมูล ขึ้นมาเอง ให้กับเอกสาร xsd |
| การกำหนด จำนวน ของตัวอักษร | ใช้กำหนด จำนวน ของตัวอักษร |
|---|---|
| การกำหนด จำนวน ต่ำสุดของตัวอักษร | ใช้กำหนด จำนวน ต่ำสุดของตัวอักษร |
| การกำหนด จำนวนสูงสุด ของตัวอักษร | ใช้กำหนด จำนวน สูงสุดของตัวอักษร |
| การกำหนด รูปแบบของตัวอักษร | ใช้กำหนด รูปแบบของตัวอักษร |
| การกำหนด ค่าที่เป็นไปได้ | ใช้กำหนด ค่าที่เป็นไปได้ |
| การกำหนด ตัวเลข น้อยสุดที่เป็นไปได้ | ใช้กำหนด ตัวเลข น้อยสุดที่เป็นไปได้ ( ไม่รวมค่าที่ระบุ ) |
| การกำหนด ตัวเลข มากสุดที่เป็นไปได้ | ใช้กำหนด ตัวเลข มากสุดที่เป็นไปได้ ( ไม่รวมค่าที่ระบุ ) |
| การกำหนด ตัวเลข น้อยสุดที่เป็นไปได้ | ใช้กำหนด ตัวเลข น้อยสุดที่เป็นไปได้ ( รวมค่าที่ระบุ ) |
| การกำหนด ตัวเลข มากสุดที่เป็นไปได้ | ใช้กำหนด ตัวเลข มากสุดที่เป็นไปได้ ( รวมค่าที่ระบุ ) |
| สัญลักษณ์ของ XPath | สัญลักษณ์ของ XPath |
|---|
| for let where order by return | หลักการการทำงานคือ ใช้ในการผูกค่ากับตัวแปร โดยใช้คำสั่ง for หรือ let โดยค่าในที่นี้หมายถึง node ต่างๆ ในเอกสาร xml |
|---|---|
| Example 1 | ตัวอย่างการใช้ for in |
| Example 2 | ตัวอย่างการใช้ for in |
| Example 3 | ตัวอย่างการใช้ for in |
| Example 4 | ตัวอย่างการใช้ for in |
| Example 5 | ตัวอย่างการใช้ for in |
| Example 6 | ตัวอย่างการใช้ for in |
| doc("filename.xml")xpath | ใช้ load เอกสาร xml เข้ามาใช้งาน และสามารถกำหนด xpath เพื่อเข้าถึง node ได้ทันทีเลย |
|---|---|
| count ( xpath ) | ใช้ คืนค่า จำนวน node ทั้งหมด ตาม xpath ที่กำหนด |
| contains ( xpath, "ข้อความ" ) | ใช้ค้นหาข้อความใน xpath ที่กำหนด ถ้าพบจะคืนค่า true กลับมา |
| string ( xpath ) | ใช้คืนค่า content ที่อยู่ภายใน tag ของ xpath ที่กำหนด |
| distinct-values ( xpath ) | ใช้คืนค่า content ที่อยู่ภายใน tag ของ xpath ที่กำหนด โดยจะได้เฉพาะข้อมูลที่ไม่ซ้ำกันกลับมา |
| xmlns:fn | ใช้ในการประกาศ namespace ของ function |
|---|---|
| position ( ) | ใช้คืนค่า ตำแหน่งของ element ( ว่าอยู่ index ที่เท่าไร ) |
| last ( ) | ใช้คืนค่า ตำแหน่งสุดท้าย ของ element |
| text ( ) | ใช้คืนค่า ข้อความที่อยู่ภายใน element |
| current-date ( ) | ใช้คืนค่า วันที่ปัจจุบัน ( คืนค่ามาเป็นชนิด date ) |