PHP String Function : สอน function ของ String Function, เรียน function ของ String Function
 

Reference

Reference ในเว็บไซต์ Function.in.th เป็นการนำเสนอความรู้ในรูปแบบของแหล่งอ้างอิงของคำสั่งต่าง ๆ ที่ใช้ในการเขียนโปรแกรม โดยผู้ที่สนใจสามารถเข้ามาเรียนรู้การใช้งานคำสั่งของการเขียนโปรแกรมเหล่านี้ได้ ผ่านทาง URL code.function.in.th ทั้งนี้ผู้อ่านยังสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นบนเนื้อหาที่มีสอนได้ ซึ่งถือเป็นการส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความรู้ระหว่างผู้อ่านด้วยกันเอง
  • chr() ใช้แปลง ascii เป็น ตัวอักษร
    ord() ใ้ช้แปลง ตัวอักษร เป็น ascii
    strtoupper() ใช้แปลง ตัวอักษร เป็น ตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด
    strtolower() ใช้แปลง ตัวอักษร เป็น ตัวพิมพ์เล็กทั้งหมด
    ucfirst() ใช้แปลง ตัวอักษร ตัวแรกสุดของข้อความ ให้เป็น ตัวพิมพ์ใหญ่
    ucwords() ใช้แปลง ตัวอักษร ตัวแรกสุดของแต่ละคำ ให้เป็นตัวพิมพ์ใหญ่
    trim() ใช้ตัดช่องว่าง ทางด้านซ้ายและด้านขวา ออก
    ltrim() ใช้ตัดช่องว่าง ทางด้านซ้าย ออก
    rtrim() ใช้ตัดช่องว่าง ทางด้านขวา ออก
    chop() ใช้ตัดช่องว่าง ทางด้านขวา ออก
    substr_count() ใช้นับจำนวน ตัวอักษรที่กำหนดใน string
    str_word_count() ใช้นับจำนวนคำ
    count_chars() ใช้นับจำนวนตัวอักษรแต่ละตัวใน string
    implode() ใช้รวมค่าของ array ไว้ในตัวแปร string โดยมีตัวคั่นตามที่กำหนด
    join() ใช้รวมค่าของ array ไว้ในตัวแปร string โดยมีตัวคั่นตามที่กำหนด
    explode() ใช้แยกค่าของ string แล้วเก็บไว้ที่ array ( แยกตามตัวแบ่ง )
    str_split() ใช้แบ่งค่าของ string แล้วเก็บไว้ที่ array
    chunk_split() ใช้แทรกข้อความที่กำหนด ( value ) ในทุกๆตำแหน่งที่กำหนดลงใน string
    str_pad() ใช้แทรกข้อความ ( value ) เข้าไปใน string เพื่อให้มีขนาดเท่ากับที่กำหนด ( length )
    parse_str() ใช้แยกค่าของ string ที่ส่งมาแบบ GET และเก็บไว้ที่ตัวแปร array โดยมีเครื่องหมาย & เป็นตัวแยก
    strtok() ใช้แยกค่าของ string โดยมีตัวแยกตามที่กำหนด
    strrev() ใช้สลับตัวอักษร จากหน้าไปหลัง จากหลังไปหน้า
    str_shuffle() ใช้สลับตัวอักษร แบบสุ่ม
    strlen() ใช้นับจำนวนตัวอักษรทั้งหมด
    strcmp() ใช้เปรียบเทียบข้อความ 2 ข้อความ โดยคำนึงถึงตัวพิมพ์ใหญ่เล็กด้วย
    strcasecmp() ใช้เปรียบเทียบข้อความ 2 ข้อความโดยไม่คำนึงถึงตัวพิมพ์ใหญ่พิมพ์เล็ก
    strncmp() ใช้เปรียบเทียบข้อความ 2 ข้อความ โดยคำนึงถึงพิมพ์ใหญ่พิมพ์เล็ก
    strncasecmp() ใช้เปรียบเทียบข้อความ 2 ข้อความ โดยไม่คำนึงถึงพิมพ์ใหญ่พิมพ์เล็ก
    strnatcmp() ใช้เปรียบเทียบข้อความ 2 ข้อความ โดยคำนึงถึงพิมพ์ใหญ่พิมพ์เล็ก
    strnatcasecmp() ใช้เปรียบเทียบข้อความ 2 ข้อความ โดยไม่คำนึงถึงพิมพ์ใหญ่พิมพ์เล็ก
    similar_text() ใช้เปรียบเทียบข้อความ 2 ข้อความ โดยจะตรวจสอบว่ามีความเหมือนกันกี่เปอร์เซ็นต์
    levenshtein() ใช้เปรียบเทียบข้อความ 2 ข้อความ โดยจะคืนค่าจำนวนของตัวอักษรที่แตกต่างกัน
    substr_compare() ใช้เปรียบเทียบข้อความ 2 ข้อความ โดยมีการกำหนดตำแหน่งเริ่มต้นที่จะเปรียบเทียบ และจำนวนที่จะเปรียบเทียบ
    strpos() ใช้ค้นหาข้อความที่กำหนดใน string จากหน้าไปหลัง
    stripos() ใช้ค้นหาข้อความที่กำหนดใน string จากหน้าไปหลัง
    strrpos() ใช้ค้นหาข้อความที่กำหนดใน string จากหลังมาหน้า ( การค้นหานี้คำนึงถึงตัวพิมพ์เล็กพิมพ์ใหญ่ )
    strripos() ใช้ค้นหาข้อความที่กำหนดใน string จากหลังมาหน้า ( การค้นหานี้ไม่คำนึงถึงตัวพิมพ์เล็กพิมพ์ใหญ่ )
    strspan() ใช้เปรียบข้อความ 2 ข้อความ โดยจะคืนค่าตำแหน่งแรกที่ข้อความทั้งสองไม่ตรงกัน
    str_replace() ใช้ค้นหาข้อความที่กำหนดใน string และแทนที่คำนั้นด้วย
    str_ireplace() ใช้ค้นหาข้อความที่กำหนดใน string และแทนที่คำนั้นด้วย โดยการค้นหาไม่คำนึงถึงตัวพิมพ์ใหญ่พิมพ์เล็ก
    strtr() ใช้ค้นหาข้อความที่กำหนดใน string และแทนที่คำนั้นด้วย
    substr_replace() ใช้แทนที่ข้อความใน string โดยเริ่มแทนตั้งแต่ตำแหน่งที่กำหนด
    strpbrk() ใช้ค้นหาข้อความที่กำหนดใน string และจะคืนค่าข้อความตั้งแต่ตำแหน่งที่พบจนหมด
    strchr() ใช้ค้นหาข้อความที่กำหนดใน string และจะคืนค่าข้อความตั้งแต่ตำแหน่งที่พบจนหมด
    strstr() ใช้ค้นหาข้อความที่กำหนดใน string และจะคืนค่าข้อความตั้งแต่ตำแหน่งที่พบจนหมด
    stristr() ใช้ค้นหาข้อความที่กำหนดใน string และจะคืนค่าข้อความตั้งแต่ตำแหน่งที่พบจนหมด
    strrchr() ใช้ค้นหาข้อความที่กำหนดใน string และจะคืนค่าข้อความตั้งแต่ตำแหน่งที่พบจนหมด
    substr() ใช้ดึงข้อความตั้งแต่ตำแหน่งที่กำหนด ตามจำนวนที่กำหนด
    str_repeat() ใช้แสดงค่า string ซ้ำๆกันตามจำนวนที่กำหนด
    wordwrap() ใช้กำหนดให้มีการตัดคำขึ้นบรรทัดใหม่
    htmlspecialchars() ใช้แปลงเครื่องหมายพิเศษต่างๆที่ตรงกับ tag ของภาษา html ใช้เป็นรหัสอักษรที่ใช้ในภาษา html เช่น จาก "<" เป็น "&lt;"
    htmlentities() ใช้แปลงเครื่องหมายพิเศษต่างๆที่ตรงกับ tag ของภาษา html ใช้เป็นรหัสอักษรที่ใช้ในภาษา html เช่น จาก "<" เป็น "&lt;"
    html_entity_decode() ใช้แปลงรหัสอักษรของภาษา html ให้เป็นเครื่องหมายพิเศษตามปกติ เช่นจาก "&lt;" เป็น "<"
    get_html_translation_table() ใช้คืนค่าเครื่องหมายพิเศษของภาษา html ทั้งหมด เช่น "&lt;"
    nl2br() ใช้แปลงการขึ้นบรรทัดใหม่ "\n" เป็น "<br/>"
    strip_tags() ใช้ลบ tag ของภาษา html ออกไป
    quotemeta() ใช้เพิ่มเครื่องหมาย backslashes (\) หน้าตัวอักษรที่เป็น Meta Characters
    addslashes() ใช้เพิ่มเครื่องหมาย backslashes (\) หน้าตัวอักษร ได้แก่ double quote, single quote, backslashes, null เพื่อป้องกันความผิดพลาด
    addcslashes() ใช้เพิ่มเครื่องหมาย backslashes (\) หน้าตัวอักษร ได้แก่ double quote, single quote, backslashes, null
    stripslashes() ใช้ลบเครื่องหมาย backslashes ( \ ) ออก
    stripcslashes() ใช้ลบเครื่องหมาย backslashes ( \ ) ออก
    number_format() ใช้จัดรูปแบบการแสดงผลข้อมูลตัวเลข
  • function :
    chr ( int );

    return type :
    string

    content :
    ใช้แปลง ascii เป็น ตัวอักษร

    example :
    echo chr ( 65 );

  • function :
    ord ( string );

    return type :
    int

    content :
    ใ้ช้แปลง ตัวอักษร เป็น ascii

    example :
    echo ord ( "A" );

  • function :
    strtoupper ( string );

    return type :
    string

    content :
    ใช้แปลง ตัวอักษร เป็น ตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด

    example :
    echo strtoupper ( "bamboo" );

  • function :
    strtolower ( string );

    return type :
    string

    content :
    ใช้แปลง ตัวอักษร เป็น ตัวพิมพ์เล็กทั้งหมด

    example :
    echo strtolower ( "BamBOO" );

  • function :
    ucfirst ( string );

    return type :
    string

    content :
    ใช้แปลง ตัวอักษร ตัวแรกสุดของข้อความ ให้เป็น ตัวพิมพ์ใหญ่

    example :
    echo ucfirst ( "bamboolabcode" );

  • function :
    ucwords ( string );

    return type :
    string

    content :
    ใช้แปลง ตัวอักษร ตัวแรกสุดของแต่ละคำ ให้เป็นตัวพิมพ์ใหญ่

    example :
    echo ucwords ( "bamboo labcode" );

  • function :
    trim ( string );

    return type :
    string

    content :
    ใช้ตัดช่องว่าง ทางด้านซ้ายและด้านขวา ออก

    example :
    echo trim ( " bamboo   " );

  • function :
    ltrim ( string );

    return type :
    string

    content :
    ใช้ตัดช่องว่าง ทางด้านซ้าย ออก

    example :
    echo ltrim ( " bamboo   " );

  • function :
    rtrim ( string );

    return type :
    string

    content :
    ใช้ตัดช่องว่าง ทางด้านขวา ออก

    example :
    echo rtrim ( " bamboo   " );

  • function :
    chop ( string )

    return type :
    string

    content :
    ใช้ตัดช่องว่าง ทางด้านขวา ออก

    example :
    echo chop ( " bamboo   " );

  • function :
    substr_count ( string, find );

    return type :
    int

    content :
    ใช้นับจำนวน ตัวอักษรที่กำหนดใน string

    example :
    echo substr_count ( "bamboolabcode", "b" );

  • function :
    str_word_count ( string, format );

    return type :
    int, array

    content :
    กรณีที่ไม่กำหนดค่าของ format จะใช้นับจำนวนคำ
    กรณีที่กำหนดค่าของ format จะเก็บ คำแต่ละคำ ไว้ใน array แล้วคืนค่ามาให้

    example :
    echo str_word_count ( "bamboo lab code" );
    print_r ( str_word_count ( "bamboo lab code", 1 ) );

    comment :
    ถ้า format = 1 จะคืนค่า array ที่มี key เริ่มจาก 0 เรียงมาเรืื่อยๆ
    ถ้า format = 2 จะคืนค่า array ที่มี key คือ ตำแหน่งเริ่มต้นของคำนั้นๆ

  • function :
    count_chars ( string, mode );

    return type :
    array

    content :
    ใช้นับจำนวนตัวอักษรแต่ละตัวใน string

    example :
    $arr_word = count_chars ( "bamboolabcode" );
    print_r ( $arr_word  );

    comment :
    ถ้า mode = 0 จะมีคีย์คือรหัส ascii ตั้งแต่ 0 ถึง 255 ( default )
    ถ้า mode = 1 จะมีคีย์คือรหัส ascii เฉพาะค่าที่มีความถี่ ( คือเฉพาะตัวอักษรที่มี )
    ถ้า mode = 2 จะมีคีย์คือรหัส ascii เฉพาะค่าที่ไม่มีความถี่ ( คือเฉพาะตัวอักษรที่ไม่มี )

  • function :
    implode ( separator, array );

    return type :
    string

    content :
    ใช้รวมค่าของ array ไว้ในตัวแปร string โดยมีตัวคั่นตามที่กำหนด

    example :
    $arr = array( "bamboo", "lab", "code" );
    echo implode ( ", ", $arr );

  • function :
    join ( separator, array );

    return type :
    string

    content :
    ใช้รวมค่าของ array ไว้ในตัวแปร string โดยมีตัวคั่นตามที่กำหนด

    example :
    $arr = array( "bamboo", "lab", "code" );
    echo implode ( ", ", $arr );

  • function :
    explode ( separator, stinrg, limit ); 

    return type :
    array 

    content :
    ใช้แยกค่าของ string แล้วเก็บไว้ที่ array ( แยกตามตัวแบ่ง )

    example :
    $string = "bamboo lab code";
    $arr = explode ( " ", $string );
    print_r ( $arr );

    comment :
    ค่า limit คือจำกัดคำที่จะได้

  • function :
    str_split ( string, length );

    return type :
    array

    content :
    ใช้แบ่งค่าของ string แล้วเก็บไว้ที่ array
    โดยแต่ละส่วนจะถูกแบ่ง ตามจำนวนที่กำหนด ( length )

    example :
    $string = "bamboolabcode";
    $arr = str_split ( $string, 2 );
    print_r ( $arr );

  • function :
    chunk_split ( string, posit, value );

    return type :
    string

    content :
    ใช้แทรกข้อความที่กำหนด ( value ) ในทุกๆตำแหน่งที่กำหนดลงใน string

    example :
    $string = "400230460";
    echo chunk_split ( $string, 3, "," );

  • function :
    str_pad ( string, length, value, type );

    return type :
    string

    content :
    ใช้แทรกข้อความ ( value ) เข้าไปใน string เพื่อให้มีขนาดเท่ากับที่กำหนด ( length )

    example :
    $string = "700";
    echo str_pad ( $string, 5, " ", STR_PAD_LEFT );
    echo str_pad ( $string, strlen ( $string ) + 3, ".00", STR_PAD_RIGHT );

    comment :
    ถ้า type = STR_PAD_RIGHT คือ เพิ่มทางขวา ( default )
    ถ้า type = STR_PAD_LEFT คือ เพิ่มทางซ้าย
    ถ้า type = STR_PAD_BOTH คือ เพิ่มทั้งทางซ้ายและทางขวา

  • function :
    parse_str ( string, array );

    return type :
    void

    content :
    ใช้แยกค่าของ string ที่ส่งมาแบบ GET
    และเก็บไว้ที่ตัวแปร array โดยมีเครื่องหมาย & เป็นตัวแยก

    example :
    $string = "title=bamboo&name[]=panda&name[]=labcode";
    parse_str ( $string, $get );
    echo "Title : " . $get["title"];
    echo "Name : " . $get["name"][0] . " and " . $get["name"][1];

  • function :
    strtok ( string, token );

    return type :
    string

    content :
    ใช้แยกค่าของ string โดยมีตัวแยกตามที่กำหนด ( token )
    และจะคืนค่าคำที่ถูกแยกออกมา และคัดคำนั้นทิ้งออกจาก string

    example :
    $token = strtok ( "bamboo lab code", " " );
    while ( $token )
    {
         echo $tok . "<br/>";
         $token = strtok ( " " );
    }

  • function :
    strrev ( string );

    return type :
    string

    content :
    ใช้สลับตัวอักษร จากหน้าไปหลัง จากหลังไปหน้า

    example :
    echo strrev ( "bamboolabcode" );

  • function :
    str_shuffle ( string )

    return type :
    string

    content :
    ใช้สลับตัวอักษร แบบสุ่ม

    example :
    echo str_shuffle ( "bamboolabcode" );

  • function :
    strlen ( string );

    return type :
    int

    content :
    ใช้นับจำนวนตัวอักษรทั้งหมด

    example :
    echo strlen ( "bamboolabcode" );

  • function :
    strcmp ( string1, string2 );

    return type :
    int

    content :
    ใช้เปรียบเทียบข้อความ 2 ข้อความ โดยคำนึงถึงตัวพิมพ์ใหญ่เล็กด้วย

    example :
    echo strcmp ( "manutd", "manUTD" );

    comment :
    คืนค่า -1 แสดงว่า string1 < string2
    คืนค่า 0 แสดงว่า string1 = string2
    คืนค่า 1 แสดงว่า string1 > string2

  • function :
    strcasecmp ( string1, string2 );

    return type :
    int 

    content :
    ใช้เปรียบเทียบข้อความ 2 ข้อความโดยไม่คำนึงถึงตัวพิมพ์ใหญ่พิมพ์เล็ก

    example :
    echo strcasecmp ( "manutd", "ManUTD" );

    comment :
    คืนค่า -1 แสดงว่า string1 < string2
    คืนค่า 0 แสดงว่า string1 = string2
    คืนค่า 1 แสดงว่า string1 > string2

  • function :
    strncmp ( string1, string2, length );

    return type :
    int

    content :
    ใช้เปรียบเทียบข้อความ 2 ข้อความ โดยคำนึงถึงพิมพ์ใหญ่พิมพ์เล็ก
    และมีการกำหนดจำนวนตัวอักษรที่จะนำมาเปรียบเทียบด้วย
    ( ใช้ algorithm ของ natural order )

    example :
    echo strncmp ( "manutd", "manUTD", 3 );

    comment :
    คืนค่า -1 แสดงว่า string1 < string2
    คืนค่า 0 แสดงว่า string1 = string2
    คืนค่า 1 แสดงว่า string1 > string2

  • function :
    strncasecmp ( string1, string2, length );

    return type :
    int

    content :
    ใช้เปรียบเทียบข้อความ 2 ข้อความ โดยไม่คำนึงถึงพิมพ์ใหญ่พิมพ์เล็ก
    และมีการกำหนดจำนวนตัวอักษรที่จะนำมาเปรียบเทียบด้วย
    ( ใช้ algorithm ของ natural order )

    example :
    echo strncasecmp ( "manutd", "ManUTD", 3 );

    comment :
    คืนค่า -1 แสดงว่า string1 < string2
    คืนค่า 0 แสดงว่า string1 = string2
    คืนค่า 1 แสดงว่า string1 > string2

  • function :
    strnatcmp ( string1, string2 );

    return type :
    int

    content :
    ใช้เปรียบเทียบข้อความ 2 ข้อความ โดยคำนึงถึงพิมพ์ใหญ่พิมพ์เล็ก
    ( ใช้ algorithm ของ natural order )

    example :
    echo strnatcmp ( "manutd", "manUTD" );

    comment :
    คืนค่า -1 แสดงว่า string1 < string2
    คืนค่า 0 แสดงว่า string1 = string2
    คืนค่า 1 แสดงว่า string1 > string2

  • function :
    strnatcasecmp ( string1, string2 );

    return type :
    int

    content :
    ใช้เปรียบเทียบข้อความ 2 ข้อความ โดยไม่คำนึงถึงพิมพ์ใหญ่พิมพ์เล็ก
    ( ใช้ algorithm ของ natural order )

    example :
    echo strnatcasecmp ( "manutd", "ManUTD" );

    comment :
    คืนค่า -1 แสดงว่า string1 < string2
    คืนค่า 0 แสดงว่า string1 = string2
    คืนค่า 1 แสดงว่า string1 > string2

  • function :
    similar_text ( string1, string2, percent );

    return type :
    void

    content :
    ใช้เปรียบเทียบข้อความ 2 ข้อความ โดยจะตรวจสอบว่ามีความเหมือนกันกี่เปอร์เซ็นต์ 
    และเก็บไว้ที่ตัวแปร percent

    example :
    similar_text ( "manutd", "mancity", $percent );
    echo $percent;

  • function :
    levenshtein ( string1, string2 );

    return type :
    int

    content :
    ใช้เปรียบเทียบข้อความ 2 ข้อความ โดยจะคืนค่าจำนวนของตัวอักษรที่แตกต่างกัน

    example :
    echo levenshtein ( "manutd", "mancity" );

  • function :
    substr_compare ( string1, string2, start, length, case );

    return type :
    int

    content :
    ใช้เปรียบเทียบข้อความ 2 ข้อความ โดยมีการกำหนดตำแหน่งเริ่มต้นที่จะเปรียบเทียบ
    และจำนวนที่จะเปรียบเทียบ

    example :
    $string1 = "MANchesterCITY";
    $string2 = "manchesterunited";
    echo substr_compare ( $string1, $string2, 3, 6 );

    comment :
    ถ้า case = false คือ คำนึงถึงตัวพิมพ์ใหญ่พิมพ์เล็ก ( default )
    ถ้า case = true คือ ไม่คำนึงถึงตัวพิมพ์ใหญ่พิมพ์เล็ก
    
    คืนค่า -1 แสดงว่า string1 < string2
    คืนค่า 0 แสดงว่า string1 = string2
    คืนค่า 1 แสดงว่า string1 > string2

  • function :
    strpos ( string, find, start );

    return type :
    int

    content :
    ใช้ค้นหาข้อความที่กำหนดใน string จากหน้าไปหลัง
    โดยจะคืนค่าตำแหน่งแรกที่พบ หรือคืนค่า false ถ้าไม่พบ
    ( การค้นหานี้คำนึงถึงตัวพิมพ์เล็กพิมพ์ใหญ่ )

    example :
    echo strpos ( "ManchesterUTD", "e" );

    comment :
    start ถ้าไม่กำหนดคือจะเริ่มจากตำแหน่งแรก

  • function :
    stripos ( string, find, start );

    return type :
    int

    content :
    ใช้ค้นหาข้อความที่กำหนดใน string จากหน้าไปหลัง
    โดยจะคืนค่าตำแหน่งแรกที่พบ หรือคืนค่า false ถ้าไม่พบ
    ( การค้นหานี้ไม่คำนึงถึงตัวพิมพ์เล็กพิมพ์ใหญ่ )

    example :
    echo stripos ( "ManchesterUTD", "E", 0 );

    comment :
    start ถ้าไม่กำหนดคือจะเริ่มจากตำแหน่งแรก

  • function :
    strrpos ( string, find, start ); 

    return type :
    int

    content :
    ใช้ค้นหาข้อความที่กำหนดใน string จากหลังมาหน้า
    โดยจะคืนค่าตำแหน่งแรกที่พบ หรือคืนค่า false ถ้าไม่พบ
    ( การค้นหานี้คำนึงถึงตัวพิมพ์เล็กพิมพ์ใหญ่ )

    example :
    echo strrpos ( "ManchesterUTD", "e", 12 );

    comment :
    start ถ้าไม่กำหนดคือจะเริ่มจากตำแหน่งสุดท้าย

  • function :
    strripos ( string, find, start );

    return type :
    int

    content :
    ใช้ค้นหาข้อความที่กำหนดใน string จากหลังมาหน้า
    โดยจะคืนค่าตำแหน่งแรกที่พบ หรือคืนค่า false ถ้าไม่พบ
    ( การค้นหานี้ไม่คำนึงถึงตัวพิมพ์เล็กพิมพ์ใหญ่ )

    example :
    echo strripos ( "ManchesterUTD", "E", 12 );

    comment :
    start ถ้าไม่กำหนดคือจะเริ่มจากตำแหน่งสุดท้าย

  • function :
    strspan ( string1, string2, start, length );

    return type :
    int

    content :
    ใช้เปรียบข้อความ 2 ข้อความ โดยจะคืนค่าตำแหน่งแรกที่ข้อความทั้งสองไม่ตรงกัน

    example :
    echo strspan ( "ManUtd", "ManCity" );

    comment :
    start จะเริ่มนับจาก 1
    length ถ้าไม่กำหนดคือเปรียบเทียบทั้งหมด

  • function :
    str_replace ( string, find, replace );

    return type :
    string

    content :
    ใช้ค้นหาข้อความที่กำหนด ( find ) ใน string และแทนที่ (replace ) คำนั้นด้วย
    โดยการค้นหาคำนึงถึงตัวพิมพ์ใหญ่พิมพ์เล็ก

    example :
    echo str_replace ( "ManUTD", "UTD", "City" );

  • function :
    str_ireplace ( string, find, replace );

    return type :
    string

    content :
    ใช้ค้นหาข้อความที่กำหนด ( find ) ใน string และแทนที่ (replace ) คำนั้นด้วย
    โดยการค้นหาไม่คำนึงถึงตัวพิมพ์ใหญ่พิมพ์เล็ก

    example :
    echo str_ireplace ( "Manutd", "UTD", "City" );

  • function :
    strtr ( string, find, replace );

    return type :
    string

    content :
    ใช้ค้นหาข้อความที่กำหนด ( find ) ใน string และแทนที่ (replace ) คำนั้นด้วย
    โดยการแทนที่คำนั้นจะเป็นการแทนที่แบบตัวต่อตัว คือถ้าส่วนไหนเกินก็จะไม่มีผลต่อการแทนที่

    example :
    echo strtr ( "ManUTD", "UTD", "City" );

  • function :
    substr_replace ( string, replace, start );

    return type :
    string

    content :
    ใช้แทนที่ข้อความใน string โดยเริ่มแทนตั้งแต่ตำแหน่งที่กำหนด

    example :
    echo substr_replace ( "bamboolabcode.co.th", "com", 13 );

  • function :
    strpbrk ( string, find );

    return type :
    string

    content :
    ใช้ค้นหาข้อความที่กำหนด ( find ) ใน string และจะคืนค่าข้อความตั้งแต่ตำแหน่งที่พบจนหมด
    หรือคืนค่า false ถ้าไม่พบข้อความ ( การค้นหานี้คำนึงถึงตัวพิมพ์ใหญ่พิมพ์เล็ก )

    example :
    echo strpbrk ( "bamboolabcode", "l" );

  • function :
    strchr ( string, find );

    return type :
    string

    content :
    ใช้ค้นหาข้อความที่กำหนด ( find ) ใน string และจะคืนค่าข้อความตั้งแต่ตำแหน่งที่พบจนหมด
    หรือคืนค่า false ถ้าไม่พบข้อความ ( การค้นหานี้คำนึงถึงตัวพิมพ์ใหญ่พิมพ์เล็ก )

    example :
    echo strchr ( "bamboolabcode", "l" );

  • function :
    strstr ( string, find );

    return type :
    string

    content :
    ใช้ค้นหาข้อความที่กำหนด ( find ) ใน string และจะคืนค่าข้อความตั้งแต่ตำแหน่งที่พบจนหมด
    หรือคืนค่า false ถ้าไม่พบข้อความ ( การค้นหานี้คำนึงถึงตัวพิมพ์ใหญ่พิมพ์เล็ก )

    example :
    echo strstr ( "bamboolabcode", "l" );

  • function :
    stristr ( string, find );

    return type :
    string

    content :
    ใช้ค้นหาข้อความที่กำหนด ( find ) ใน string และจะคืนค่าข้อความตั้งแต่ตำแหน่งที่พบจนหมด
    หรือคืนค่า false ถ้าไม่พบข้อความ ( การค้นหานี้ไม่คำนึงถึงตัวพิมพ์ใหญ่พิมพ์เล็ก )

    example :
    echo stristr ( "BambooLabCode", "l" );

  • function :
    strrchr ( string, find );

    return type :
    string

    content :
    ใช้ค้นหาข้อความที่กำหนด ( find ) ใน string และจะคืนค่าข้อความตั้งแต่ตำแหน่งที่พบจนหมด
    หรือคืนค่า false ถ้าไม่พบข้อความ ( การค้นหานี้คำนึงถึงตัวพิมพ์ใหญ่พิมพ์เล็ก )
    เป็นการค้นหาจากข้างหลังมาข้างหน้า

    example :
    echo strrchr ( "bamboolabcode", "l" );

  • function :
    substr ( string, start, length );

    return type :
    string

    content :
    ใช้ดึงข้อความตั้งแต่ตำแหน่งที่กำหนด ตามจำนวนที่กำหนด

    example :
    echo substr ( "bamboolabcode", 6 );

    comment :
    length ถ้าไม่กำหนดแสดงว่าดึงจนหมด
    length ถ้ากำหนดเป็นตัวเลขติดลบ แสดงว่าดึงจากข้างหลังมาข้างหน้า

  • function :
    str_repeat ( string, count );

    return type :
    string

    content :
    ใช้แสดงค่า string ซ้ำๆกันตามจำนวนที่กำหนด

    example :
    echo str_repeat ( "bamboo", 3 );

  • function :
    wordwrap ( string, width, break, cut );

    return type :
    string

    content :
    ใช้กำหนดให้มีการตัดคำขึ้นบรรทัดใหม่

    example :
    $string = "bamboolabcode php html css";
    echo wordwrap ( $string, 8, "\n", 1 );

    comment :
    width ใช้กำหนดขนาดความยาวของแต่ละบรรทัด
    break ใช้กำหนดข้อความแสดงการขึ้นบรรทัดใหม่
    cut ถ้าเท่ากับ 0 คือเมื่อข้อความครบจำนวนที่กำหนดแล้ว จะยังไม่ตัดคำจนกว่าจะหมดคำ
    cut ถ้าเท่ากับ 1 คือให้ตัดคำขึ้นบรรทัดใหม่ทันที เมื่อข้อความครบจำนวนที่กำหนด

  • function :
    htmlspecialchars ( string, style, charset );

    return type :
    string

    content :
    ใช้แปลงเครื่องหมายพิเศษต่างๆที่ตรงกับ tag ของภาษา html
    ใช้เป็นรหัสอักษรที่ใช้ในภาษา html เช่น จาก "<" เป็น "&lt;"

    example :
    echo htmlspecialchars ( "<b>bamboo</b>" );

    comment :
    style คือรูปแบบการเปลี่ยนเครื่องหมายคำพูด
    ถ้า style = ENT_COMPAT คือกำหนดให้แปลงเครื่องหมาย double quote แค่คง single quote ไว้ ( default )
    ถ้า style = ENT_QUOTES คือกำหนดให้แปลงทั้งเครื่องหมาย double quote และ single quote
    ถ้า style = ENT_NOQUOTES คือกำหนดไม่ให้แปลงทั้งเครื่องหมาย double quote และ single quote
    
    charset default คือ ISO-8859-1

  • function :
    htmlentities ( string, style, charset );

    return type :
    string

    content :
    ใช้แปลงเครื่องหมายพิเศษต่างๆที่ตรงกับ tag ของภาษา html
    ใช้เป็นรหัสอักษรที่ใช้ในภาษา html เช่น จาก "<" เป็น "&lt;"

    example :
    echo htmlentities ( "<b>bamboo</b>" );

    comment :
    style คือรูปแบบการเปลี่ยนเครื่องหมายคำพูด
    ถ้า style = ENT_COMPAT คือกำหนดให้แปลงเครื่องหมาย double quote แค่คง single quote ไว้ ( default )
    ถ้า style = ENT_QUOTES คือกำหนดให้แปลงทั้งเครื่องหมาย double quote และ single quote
    ถ้า style = ENT_NOQUOTES คือกำหนดไม่ให้แปลงทั้งเครื่องหมาย double quote และ single quote
    
    charset default คือ ISO-8859-1

  • function :
    html_entity_decode ( string, style, charset );

    return type :
    string

    content :
    ใช้แปลงรหัสอักษรของภาษา html ให้เป็นเครื่องหมายพิเศษตามปกติ
    เช่นจาก "&lt;" เป็น "<"

    example :
    $string = htmlentities ( "<b>bamboo</b>" );
    echo html_entity_decode ( $string );

    comment :
    style คือรูปแบบการเปลี่ยนเครื่องหมายคำพูด
    ถ้า style = ENT_COMPAT คือกำหนดให้แปลงเครื่องหมาย double quote แค่คง single quote ไว้ ( default )
    ถ้า style = ENT_QUOTES คือกำหนดให้แปลงทั้งเครื่องหมาย double quote และ single quote
    ถ้า style = ENT_NOQUOTES คือกำหนดไม่ให้แปลงทั้งเครื่องหมาย double quote และ single quote
    
    charset default คือ ISO-8859-1

  • function :
    get_html_translation_table ( table, style );

    return type :
    array

    content :
    ใช้คืนค่าเครื่องหมายพิเศษของภาษา html ทั้งหมด เช่น "&lt;"

    example :
    print_r ( get_html_translation_table () );

    comment :
    ถ้า table = HTML_SPECIALCHARS จะแสดงเครื่องหมายพิเศษที่ใช้กับ htmlspecialchars() ( default )
    ถ้า table = HTML_ENTITIES จะแสดงเรื่องหมายพิเศษที่ใช้กับ htmlentities()
    
    style คือรูปแบบการเปลี่ยนเครื่องหมายคำพูด
    ถ้า style = ENT_COMPAT คือกำหนดให้แปลงเครื่องหมาย double quote แค่คง single quote ไว้ ( default )
    ถ้า style = ENT_QUOTES คือกำหนดให้แปลงทั้งเครื่องหมาย double quote และ single quote
    ถ้า style = ENT_NOQUOTES คือกำหนดไม่ให้แปลงทั้งเครื่องหมาย double quote และ single quote

  • function :
    nl2br ( string );

    return type :
    string

    content :
    ใช้แปลงการขึ้นบรรทัดใหม่ "\n" เป็น "<br/>"

    example :
    $string = "Bamboo\n Labcode";
    echo nl2br ( $string );

    comment :
    การขึ้นบรรทัดใหม่ทุกครั้งจะมีคำสั่ง "\n" ซ่อนอยู่
    นิยมใช้กับข้อมูลที่มีจำนวนหลายบรรทัด เช่น <textarea>

  • function :
    strip_tags ( string, tags );

    return type :
    string 

    content :
    ใช้ลบ tag ของภาษา html ออกไป

    example :
    $string = "<b><small><font color="red">bamboolabcode</font></small></b>";
    echo strip_tags ( $string, "<small>" );
    echo strip_tags ( $string, "<b><small>" );

    comment :
    tags คือกำหนด tags ที่ต้องการลบออก

  • function :
    quotemeta ( string );

    return type :
    string

    content :
    ใช้เพิ่มเครื่องหมาย backslashes (\) หน้าตัวอักษรที่เป็น Meta Characters
    ( ได้แก่ . \ + * ? [ ] ( ) ^ $ )

    example :
    echo quotemeta ( " [ bamboolabcode ] " );

  • function :
    addslashes ( string );

    return type :
    string

    content :
    ใช้เพิ่มเครื่องหมาย backslashes (\) หน้าตัวอักษร ได้แก่ double quote, single quote,
    backslashes, null เพื่อป้องกันความผิดพลาด

    example :
    echo addslashes ( "C:\PHP" );

  • function :
    addcslashes ( string, charlist );

    return type :
    string

    content :
    ใช้เพิ่มเครื่องหมาย backslashes (\) หน้าตัวอักษร ได้แก่ double quote, single quote,
    backslashes, null และยังสามารถกำหนดให้อยู่หน้า Escape และตัวอักษรที่เป็นช่วงอีกด้วย เพื่อป้องกันความผิดพลาด

    example :
    echo addcslashes ( "C:\PHP", "A..z" );

  • function :
    stripslashes ( string );

    return type :
    string

    content :
    ใช้ลบเครื่องหมาย backslashes ( \ ) ออก

    example :
    echo stripslashes ( "C:\PHP" );

  • function :
    stripcslashes ( string );

    return type :
    string

    content :
    ใช้ลบเครื่องหมาย backslashes ( \ ) ออก

    example :
    echo stripcslashes ( "C:\PHP" );

  • function :
    number_format ( number, after, break, thousand );

    return type :
    string

    content :
    ใช้จัดรูปแบบการแสดงผลข้อมูลตัวเลข

    example :
    $num = 10000.467;
    echo number_format ( $num, 2, ".", "," );

    comment :
    after คือกำหนดจำนวนตัวเลขหลังจุดทศนิยม
    break คือกำหนดเครื่องหมายแทนจุดทศนิยม
    thousand คือกำหนดเครื่องหมายแยกหลักพัน

 
Share This Chapter Login with Facebook