PHP Regular Expression Function : สอน function ของ Regular Expression Function, เรียน function ของ Regular Expression Function
 

Reference

Reference ในเว็บไซต์ Function.in.th เป็นการนำเสนอความรู้ในรูปแบบของแหล่งอ้างอิงของคำสั่งต่าง ๆ ที่ใช้ในการเขียนโปรแกรม โดยผู้ที่สนใจสามารถเข้ามาเรียนรู้การใช้งานคำสั่งของการเขียนโปรแกรมเหล่านี้ได้ ผ่านทาง URL code.function.in.th ทั้งนี้ผู้อ่านยังสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นบนเนื้อหาที่มีสอนได้ ซึ่งถือเป็นการส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความรู้ระหว่างผู้อ่านด้วยกันเอง
  • ereg() ใช้ตรวจสอบว่า มีข้อความตาม pattern ที่กำหนด ใน text หรือไม่
    eregi() ใช้ตรวจสอบว่า มีข้อความตาม pattern ที่กำหนด ใน text หรือไม่
    ereg_replace() ใช้ตรวจสอบว่า มีข้อความตาม pattern ที่กำหนด ใน text หรือไม่
    eregi_replace() ใช้ตรวจสอบว่า มีข้อความตาม pattern ที่กำหนด ใน text หรือไม่
    split() ใช้แยกค่าของ text แล้วเก็บไว้ที่ array
    spliti() ใช้แยกค่าของ text แล้วเก็บไว้ที่ array
    sql_regcase() ใช้ในการสร้าง pattern แบบไม่คำนึงถึงตัวพิมพ์ใหญ่หรือเล็ก
    preg_match() ใช้ตรวจสอบว่า มีข้อความตาม pattern ที่กำหนด ใน text หรือไม่
    preg_match_all() ใช้ตรวจสอบว่า มีข้อความตาม pattern ที่กำหนด ใน text หรือไม่
    preg_replace() ใช้ตรวจสอบว่า มีข้อความตาม pattern ที่กำหนด ใน text หรือไม่
    preg_grep() ใช้ตรวจสอบว่า มีข้อความตาม pattern ที่กำหนด ใน array_text หรือไม่
    preg_quote() ใช้เพิ่มเครื่องหมาย backslashes ( \ ) ข้างหน้าตัวอักษรที่เป็น meta character
    preg_split() ใช้แยกค่าของ text แล้วเก็บไว้ที่ array
    pattern ที่ใช้ในการค้นหา pattern ที่ใช้ในการค้นหา
    pattern ที่ใช้ในการค้นหา [ แบบสำเร็จรูป ] pattern ที่ใช้ในการค้นหา [ แบบสำเร็จรูป ]
    ตัวอย่างของ pattern ที่ใช้ในการค้นหา ตัวอย่างของ pattern ที่ใช้ในการค้นหา
  • function :
    ereg ( pattern, text, keep_array )

    return type :
    boolean

    content :
    ใช้ตรวจสอบว่า มีข้อความตาม pattern ที่กำหนด ใน text หรือไม่
    โดยการตรวจสอบจะคำนึงถึงตัวพิมพ์ใหญ่ หรือตัวพิมพ์เล็ก
    โดยตัวแปร keep_array จะเก็บข้อความที่พบ
    
    

    example :
    if ( ereg ( "[A-Z]", "Hello", $regs ) )
    {
         echo "Find it's";
    }

  • function :
    eregi ( pattern, text, keep_array )

    return type :
    boolean

    content :
    ใช้ตรวจสอบว่า มีข้อความตาม pattern ที่กำหนด ใน text หรือไม่
    โดยการตรวจสอบจะไม่คำนึงถึงตัวพิมพ์ใหญ่ หรือตัวพิมพ์เล็ก
    โดยตัวแปร keep_array จะเก็บข้อความที่พบ

    example :
    if ( eregi ( "[A-Z]", "Hello", $regs ) )
    {
         echo "Find it's";
    }

  • function :
    ereg_replace ( pattern, replace_text, text )

    return type :
    string

    content :
    ใช้ตรวจสอบว่า มีข้อความตาม pattern ที่กำหนด ใน text หรือไม่
    โดยถ้ามีก็จะแทนที่ข้อความนั้นด้วย replace_text ที่กำหนด
    โดยการตรวจสอบจะคำนึงถึงตัวพิมพ์ใหญ่ หรือตัวพิมพ์เล็ก

    example :
    echo ereg_replace ( "Bamboo", "Function", "BambooLabCode" );

  • function :
    eregi_replace ( pattern, replace_text, text )

    return type :
    string

    content :
    ใช้ตรวจสอบว่า มีข้อความตาม pattern ที่กำหนด ใน text หรือไม่
    โดยถ้ามีก็จะแทนที่ข้อความนั้นด้วย replace_text ที่กำหนด
    โดยการตรวจสอบจะไม่คำนึงถึงตัวพิมพ์ใหญ่ หรือตัวพิมพ์เล็ก

    example :
    echo eregi_replace ( "Bamboo", "Function", "BambooLabCode" );

  • function :
    split ( pattern, text, limit )

    return type :
    array

    content :
    ใช้แยกค่าของ text แล้วเก็บไว้ที่ array
    โดยตัวแบ่งที่ใช้แยก ให้กำหนดเป็น pattern ที่ต้องการ
    โดยการตรวจสอบจะคำนึงถึงตัวพิมพ์ใหญ่ หรือตัวพิมพ์เล็ก

    example :
    $text = "web site bam boo lab code dot com";
    $arr = split ( " ", $text );

  • function :
    spliti ( pattern, text, limit )

    return type :
    array

    content :
    ใช้แยกค่าของ text แล้วเก็บไว้ที่ array
    โดยตัวแบ่งที่ใช้แยก ให้กำหนดเป็น pattern ที่ต้องการ
    โดยการตรวจสอบจะไม่คำนึงถึงตัวพิมพ์ใหญ่ หรือตัวพิมพ์เล็ก

    example :
    $text = "webZZsitezZbamZzboozzlabZzcodezZdotZZcom";
    $arr = split ( "zZ", $text );

  • function :
    sql_regcase ( text )

    return type :
    string

    content :
    ใช้ในการสร้าง pattern แบบไม่คำนึงถึงตัวพิมพ์ใหญ่หรือเล็ก

    example :
    echo sql_regcase ( "bamboo" );
    // [Bb][Aa][Mm][Bb][Oo][Oo]

  • function :
    preg_match ( pattern, text, keep_array )

    return type :
    boolean

    content :
    ใช้ตรวจสอบว่า มีข้อความตาม pattern ที่กำหนด ใน text หรือไม่
    โดยการตรวจสอบจะคำนึงถึงตัวพิมพ์ใหญ่ หรือตัวพิมพ์เล็ก
    โดยตัวแปร keep_array จะเก็บข้อความที่พบ
    ( ประมวลผลเร็วกว่าฟังก์ชัน ereg() )

    example :
    if ( preg_match ( "[A-Z]", "Hello", $regs ) )
    {
         echo "Find it's";
    }

  • function :
    preg_match_all ( pattern, text, keep_array )

    return type :
    boolean

    content :
    ใช้ตรวจสอบว่า มีข้อความตาม pattern ที่กำหนด ใน text หรือไม่
    โดยการตรวจสอบจะไม่คำนึงถึงตัวพิมพ์ใหญ่ หรือตัวพิมพ์เล็ก
    โดยตัวแปร keep_array จะเก็บข้อความที่พบ
    ( ประมวลผลเร็วกว่าฟังก์ชัน eregi() )

    example :
    if ( preg_match_all ( "[A-Z]", "Hello", $regs ) )
    {
         echo "Find it's";
    }

  • function :
    preg_replace ( pattern, replace_text, text )

    return type :
    string

    content :
    ใช้ตรวจสอบว่า มีข้อความตาม pattern ที่กำหนด ใน text หรือไม่
    โดยถ้ามีก็จะแทนที่ข้อความนั้นด้วย replace_text ที่กำหนด
    โดยการตรวจสอบจะคำนึงถึงตัวพิมพ์ใหญ่ หรือตัวพิมพ์เล็ก
    ( ประมวลผลเร็วกว่าฟังก์ชัน ereg_replace() )

    example :
    echo preg_replace ( "Bamboo", "Function", "BambooLabCode" );

  • function :
    preg_grep ( pattern, array_text )

    return type :
    array

    content :
    ใช้ตรวจสอบว่า มีข้อความตาม pattern ที่กำหนด ใน array_text หรือไม่
    โดยจะคืนค่าข้อความที่พบมาแบบ array ด้วย

    example :
    $text = array ( "apple", "banana", "mangoes" );
    print_r ( "banana", $text );

  • function :
    preg_quote ( text )

    return type :
    string

    content :
    ใช้เพิ่มเครื่องหมาย backslashes ( \ ) ข้างหน้าตัวอักษรที่เป็น meta character
    ( ได้แก่ . \ + * ? [ ^ \ $ ( ) { } = ! < > | : )

    example :
    echo preg_quote ( "[BambooLabCode]" ); 

  • function :
    preg_split ( pattern, text, limit )

    return type :
    array

    content :
    ใช้แยกค่าของ text แล้วเก็บไว้ที่ array
    โดยตัวแบ่งที่ใช้แยก ให้กำหนดเป็น pattern ที่ต้องการ
    ( ประมวลผลเร็วกว่าฟังก์ชัน split() )

    example :
    $text = "web site bam boo lab code dot com";
    $arr = preg_split ( " ", $text );

  • subject :
    pattern ที่ใช้ในการค้นหา 

    content :
    [...] ใช้กำหนดขอบเขตของตัวอักษรที่ต้องมี เช่น [ABC]
    [^...] ใช้กำหนดขอบเขตของตัวอักษรที่ห้ามมี เช่น [^ABC]
    (...) ใช้กำหนดข้อความที่ต้องมี เช่น (bamboo)
    ^... ใช้กำหนดจุดเริ่มต้น คือต้องเริ่มต้นจาก เช่น ^bamboo
    ...$ ใช้กำหนดจุดสิ้นสุด คือต้องลงท้ายด้วย เช่น labcode$
    ...|... ใช้กำหนดว่าต้องมีตัวอักษรตัวใดตัวหนึ่ง เช่น s|es
    . ใช้แทนตัวอักษรใดๆ
    
    ? ใช้แทน จำนวนที่มีไม่เกินหนึ่งตัว และถ้าไม่มีก็ได้
    * ใช้แทน จำนวนที่มีเท่าไหร่ก็ได้ และถ้าไม่มีก็ได้
    + ใช้แทน จำนวนที่มีเท่าไหร่ก็ได้ แต่ต้องมีอย่างน้อยหนึ่งตัว
    {n} ใช้แทน จำนวนที่มี n ตัว
    {n,} ใช้แทน จำนวนที่มีอย่างน้อย n ตัว
    {,m} ใช้แทน จำนวนที่มีไม่เกิน m ตัว
    {n,m} ใช้แทน จำนวนที่มีอย่างน้อย n ตัว ไม่เกิน m ตัว

  • subject :
    pattern ที่ใช้ในการค้นหา [ แบบสำเร็จรูป ]

    content :
    [[:alnum:]] ใช้แทนตัวอักษร และตัวเลขทุกตัว เหมือน [A-z0-9]
    [[:alpha:]] ใช้แทนตัวอักษรทุกตัว [A-z]
    [[:lower:]] ใช้แทนตัวอักษรพิมพ์เล็กทุกตัว เหมือน [a-z]
    [[:upper:]] ใช้แทนตัวอักษรพิม์ใหญ่ทุกตัว เหมือน [A-Z]
    [[:digit:]] ใช้แทนเลขฐานสิบ เหมือน [0-9]
    [[:xdigit:]] ใช้แทนเลขฐานสิบหก เหมือน [0-9A-F]
    [[:print:]] ใช้แทนตัวอักษร ตัวเลข สัญลักษณ์ ยกเว้น \n
    [[:graph:]] ใช้แทนตัวอักษรทั้งหมด ยกเว้นช่องว่าง
    [[:punct:]] ใช้แทนเครื่องหมาย Punctuation เช่น " ? ! ; :
    [[:blank:]] ใช้แทน tab และ ช่องว่าง
    [[:space:]] ใช้แทน ช่องว่างที่เป็นตัวอักษรที่ไม่แสดงผลบนหน้าจอ เช่น \t, \n
    [[:cntrl:]] ใช้แทนตัวอักษรควบคุม

  • subject :
    ตัวอย่างของ pattern ที่ใช้ในการค้นหา

    content :
    ตัวอย่างของ pattern ที่ใช้ในการค้นหา
    "([0-9]+(\.[0-9]+){3})" ใช้ในการค้นหาหมายเลข ip
    "([.]{1,2}([\][0-9a-zA-Z]*)*)" ใช้ในการค้นหา path
    "^.+@.+\..+$" ใช้ในการค้นหา email

 
Share This Chapter Login with Facebook