PHP Array Function : สอน function ของ Array Function, เรียน function ของ Array Function
 

Reference

Reference ในเว็บไซต์ Function.in.th เป็นการนำเสนอความรู้ในรูปแบบของแหล่งอ้างอิงของคำสั่งต่าง ๆ ที่ใช้ในการเขียนโปรแกรม โดยผู้ที่สนใจสามารถเข้ามาเรียนรู้การใช้งานคำสั่งของการเขียนโปรแกรมเหล่านี้ได้ ผ่านทาง URL code.function.in.th ทั้งนี้ผู้อ่านยังสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นบนเนื้อหาที่มีสอนได้ ซึ่งถือเป็นการส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความรู้ระหว่างผู้อ่านด้วยกันเอง
  • array() ใช้สร้างตัวแปรแบบ array ที่ยังไม่มีการกำหนดข้อมูล
    array ( value ) ใช้สร้างตัวแปรแบบ array โดยมีการกำหนดค่าข้อมูลไว้แล้ว และ key จะเรียงลำดับตั้งแต่ 0 ไปเรื่อยๆ
    array ( key => value ) ใช้สร้างตัวแปรแบบ array โดยมีการกำหนดค่าข้อมูลไว้แล้ว และมีการกำหนด key ด้วย
    range() ใช้สร้างตัวแปรแบบ array โดยมีการกำหนดค่าข้อมูลไว้แล้ว
    array_fill() ใช้สร้างตัวแปร array ที่มีค่าข้อมูลซ้ำๆกัน
    compact() ใช้สร้างตัวแปร array จากตัวแปรอื่น
    list() ใช้สร้างตัวแปรจาก array
    extract() ใช้สร้างตัวแปรจาก array
    array_unique() ใช้คืนค่า array โดยจะเหลือแต่ข้อมูลที่ไม่ซ้ำกัน
    array_reverse() ใช้สลับค่าข้อมูลใน array จากหลังมาหน้า จากหน้าไปหลัง
    array_flip() ใช้สลับ index กับ value ใน array
    count() ใช้คืนค่าจำนวนของ array
    sizeof() ใช้คืนค่าจำนวนของ array
    array_count_values() ใช้นับจำนวนของแต่ละ value ใน array โดยจะคืนค่า array ที่มี key คือ value และ value คือจำนวนที่นับได้
    reset() ใช้เลื่อน pointer ไปตำแหน่งแรกสุดของ array
    end() ใช้เลื่อน pointer ไปตำแหน่งท้ายสุดของ array
    prev() ใช้เลื่อน pointer ไปตำแหน่งก่อนหน้า
    next() ใช้เลื่อน pointer ไปตำแหน่งถ้ดไป
    current() ใช้คืนค่า value ของ array ณ ตำแหน่งปัจจุบันที่ชี้อยู่
    pos() ใช้คืนค่า value ของ array ณ ตำแหน่งปัจจุบันที่ชี้อยู่
    key() ใช้คืนค่า key ของ array ณ ตำแหน่งปัจจุบันที่ชี้อยู่
    array_keys() ใช้คืนค่า key ทั้งหมดแบบ array โดย array ที่ได้จะมี key ตั้งแต่ 0 ขั้นไปตามลำดับ
    array_key_exists() ใช้ตรวจสอบว่ามี key ที่กำหนด อยู่ใน array หรือไม่
    each() ใช้คืนค่า value และ key ณ ตำแหน่งปัจจุบันที่ pointer ชี้อยู่ และเลื่อนไปตำแหน่งต่อไปให้โดยอัติโนมัติ
    array_values() ใช้คืนค่า value ทั้งหมดแบบ array โดย array ที่ได้จะมี key ตั้งแต่ 0 ขั้นไปตามลำดับ
    array_change_key_case() ใช้เปลี่ยน key ใน array ให้เป็นพิมพ์เล็กหรือพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด
    array_unshift() ใช้เพิ่ม value เข้าไปใน array ตำแหน่งแรกสุด และจะเรียง key ใหม่หมดเลย โดยเริ่มจาก 0
    array_push() ใช้เพิ่ม value เข้าไปใน array ตำแหน่งท้ายสุด
    array_shift() ใช้ลบ value ออกจาก array ณ ตำแหน่งแรกสุด
    array_pop() ใช้ลบ value ออกจาก array ณ ตำแหน่งท้ายสุด
    array_pad() ใช้เพิ่ม value เข้าไปใน array เพื่อให้ array มีขนาดเท่าที่กำหนด
    array_splice() ใช้ลบ value ออกจาก array ตั้งแต่ตำแหน่งที่กำหนด ตามจำนวนที่กำหนด
    array_merge() ใช้รวม array ตั้งแต่ 2 array ขึ้นไปเข้าด้วยกัน
    array_merge_recursive() ใช้รวม array ตั้งแต่ 2 array ขึ้นไปเข้าด้วยกัน
    array_combine() ใช้รวม array จำนวน 2 ตัว เข้าด้วยกัน โดย array ที่อยู่ข้างหน้าจะนำ value มาเป็น key และ array ที่อยู่ข้างหลัง value ก็คือ value
    array_sum() ใช้รวม value ทั้งหมดใน array ( ถ้าเป็นตัวอักษรจะมีค่าเป็น 0 )
    array_search() ใช้ค้นหาข้อความที่กำหนดใน array โดยจะคืนค่า key แรกที่พบ
    in_array() ใช้ตรวจสอบว่ามีข้อมูลที่กำหนดใน array หรือไม่
    array_intersect() ใช้คืนค่า key และ value ในกรณีที่ array ทุกตัวมี value เหมือนกันหมด โดยคืนมาแบบ array
    array_intersect_assoc() ใช้คืนค่า key และ value ในกรณีที่ array ทุกตัวมี key และ value เหมือนกันหมด โดยคืนมาแบบ array
    array_diff() ใช้คืนค่า key และ value ของ array แรกสุด ที่มี value ไม่เหมือนกับ array อื่นๆ
    array_diff_assoc() ใช้คืนค่า key และ value ของ array แรกสุด ที่มี key และ value ไม่เหมือนกับ array อื่นๆ
    array_slice() ใช้ดึงข้อมูลจาก array ตั้งแต่ตำแหน่งที่กำหนด ตามจำนวนที่กำหนด
    array_rand() ใช้สุ่มเลือก key ใน array
    sort() ใช้เรียง value ใน array จากน้อยไปมาก
    rsort() ใช้เรียง value ใน array จากมากไปน้อย
    asort() ใช้เรียง value ใน array จากน้อยไปมาก
    arsort() ใช้เรียง value ใน array จากมากไปน้อย
    ksort() ใช้เรียง key ใน array จากน้อยไปมาก
    krsort() ใช้เรียง key ใน array จากมากไปน้อย
    natsort() ใช้เรียง value ใน array จากน้อยไปมาก
    natcasesort() ใช้เรียง value ใน array จากน้อยไปมาก
  • function :
    array ();

    return type :
    array

    content :
    ใช้สร้างตัวแปรแบบ array ที่ยังไม่มีการกำหนดข้อมูล

    example :
    $arr = array();
    $arr[] = "bamboolabcode";

  • function :
    array ( value0, value1, ..., valuen );

    return type :
    array

    content :
    ใช้สร้างตัวแปรแบบ array โดยมีการกำหนดค่าข้อมูลไว้แล้ว
    และ key จะเรียงลำดับตั้งแต่ 0 ไปเรื่อยๆ

    example :
    $arr = array ( "bamboo", "lab", "code" );
    print_r ( $arr );

  • function :
    array ( key0 => value0, key1 => value1, ..., keyn => valuen );

    return type :
    array

    content :
    ใช้สร้างตัวแปรแบบ array โดยมีการกำหนดค่าข้อมูลไว้แล้ว
    และมีการกำหนด key ด้วย

    example :
    $arr = array ( "domain"=>"bamboo", "protocol"=>"http" );
    echo $arr [ "domain" ];

  • function :
    range ( start, stop, step );

    return type :
    array

    content :
    ใช้สร้างตัวแปรแบบ array โดยมีการกำหนดค่าข้อมูลไว้แล้ว
    โดยค่าข้อมูลแรกคือ start ค่าข้อมูลสุดท้ายคือ stop และจะเพิ่มขึ้นครั้งละ step

    example :
    $arr_en = range ( "a", "g", 2 );
    $arr_num = range ( 0, 9 );

    comment :
    ถ้าไม่กำหนด step คือจะเพิ่มขึ้นทีละ 1

  • function :
    array_fill ( start_index, count, value );

    return type :
    array

    content :
    ใช้สร้างตัวแปร array ที่มีค่าข้อมูลซ้ำๆกัน

    example :
    $arr = array ( 3, 4, "bamboo" );
    print_r ( $arr );

    comment :
    start_index คือ key แรกของตัวแปร array ที่สร้าง
    count คือจำนวนข้อมูลที่สร้าง
    value คือข้อมูลที่สร้างซ้ำๆกัน

  • function :
    compact ( varname0, varname1, ..., varnamen );

    return type :
    array

    content :
    ใช้สร้างตัวแปร array จากตัวแปรอื่น

    example :
    $num = 500;
    $name = "bamboo";
    $arr = compact ( $num, $name );
    print_r ( $arr );

  • function :
    list ( varname0, varname1, ..., varnamen );

    return type :
    void

    content :
    ใช้สร้างตัวแปรจาก array โดยจำนวน varname ใน list จะต้องมีจำนวนเท่ากับข้อมูลใน array

    example :
    $arr = array ( "bamboo", "lab", "code" );
    list ( $domain, $type, $utility ) = $arr;
    echo $domain;

  • function :
    extract ( array, type, prefix );

    return type :
    int

    content :
    ใช้สร้างตัวแปรจาก array โดย index จะกลายเป็นชื่อตัวแปร
    และจะคืนค่าจำนวนของตัวแปรที่เกิดขึ้น ( ไม่สามารถใช้ได้กับตัวแปรที่มี key เป็นตัวเลข )

    example :
    $arr = array ( "domain"=>"bamboo", "type"=>"lab", "utility"=>"code" );
    echo extract ( $arr, EXTR_PREFIX_SAME, "ext_" );
    echo $domain;

    comment :
    ถ้า type = EXTR_OVERWRITE ถ้าชื่อตัวแปรซ๊ำกับของเดิมให้ทับไปเลย
    ถ้า type = EXTR_SKIP ถ้าชื่อตัวแปรซ้ำกับของเดิมให้ข้ามไป
    ถ้า type = EXTR_PREFIX_SAME ถ้าชื่อตัวแปรซ้ำกับของเดิมเติม prefix
    ถ้า type = EXTR_PREFIX_ALL ใช่ prefix นำหน้าทุกตัวแปร
    ถ้า type = EXTR_PREFIX_INVALID ใส่ prefix เฉพาะตัวแปรที่เป็นตัวเลข
    ถ้า type = EXTR_IF_EXISTS เขียนตัวแปรใหม่ทับตัวแปรเดิม
    ถ้า type = EXTR_PREFIX_IF_EXISTS ใส่ prefix เฉพาะตัวแปรที่ไปทับกับของเดิม
    ถ้า type = EXTR_REFS กำหนดให้ตัวแปรสัมพันธ์กับค่า

  • function :
    array_unique ( array );

    return type :
    array

    content :
    ใช้คืนค่า array โดยจะเหลือแต่ข้อมูลที่ไม่ซ้ำกัน ( key ยังคงเดิม )

    example :
    $arr = array ( 300, 200, 100, 200 );
    print_r ( array_unique ( $arr ) );

  • function :
    array_reverse ( array, preserve );

    return type :
    array

    content :
    ใช้สลับค่าข้อมูลใน array จากหลังมาหน้า จากหน้าไปหลัง

    example :
    $arr = array ( "bamboo", "lab", "code" );
    print_r ( array_reverse ( $arr ) );

    comment :
    ถ้า preserve = true จะเป็นการเรียงลำดับ key จากน้อยไปมาก

  • function :
    array_flip ( array );

    return type :
    array

    content :
    ใช้สลับ index กับ value ใน array

    example :
    $arr = array ( "domain"=>"bamboo", "type"=>"lab", "utility"=>"code" );
    print_r ( array_flip ( $arr ) );

  • function :
    count ( array, mode );

    return type :
    int

    content :
    ใช้คืนค่าจำนวนของ array ( นับมิติแรกสุดมิติเดียวเท่านั้น )

    example :
    $arr = array ( "bamboo", "lab", "code" );
    echo count ( $arr );

    comment :
    ถ้า mode = COUNT_RECURSIVE คือจะนับทุกมิติเลย

  • function :
    sizeof ( array, mode );

    return type :
    int

    content :
    ใช้คืนค่าจำนวนของ array ( นับมิติแรกสุดมิติเดียวเท่านั้น )

    example :
    $arr = array ( "bamboo", "lab", "code" );
    echo sizeof ( $arr );

    comment :
    ถ้า mode = COUNT_RECURSIVE คือจะนับทุกมิติเลย

  • function :
    array_count_values ( array );

    return type :
    array

    content :
    ใช้นับจำนวนของแต่ละ value ใน array โดยจะคืนค่า array ที่มี key คือ value และ 
    value คือจำนวนที่นับได้

    example :
    $arr = array ( 300, 200, 100, 200, 200, 300 );
    $arr_count = array_count_values ( $arr );
    echo $arr_count["300"];  // แสดงผล 2
    echo $arr_count["200"];  // แสดงผล 3

  • function :
    reset ( array );

    return type :
    void

    content :
    ใช้เลื่อน pointer ไปตำแหน่งแรกสุดของ array

    example :
    $arr = array ( 300, 200, 100, 200, 200, 300 );
    reset ( $arr );

  • function :
    end ( array );

    return type :
    void

    content :
    ใช้เลื่อน pointer ไปตำแหน่งท้ายสุดของ array

    example :
    $arr = array ( 300, 200, 100, 200, 200, 300 );
    end ( $arr );

  • function :
    prev ( array );

    return type :
    void

    content :
    ใช้เลื่อน pointer ไปตำแหน่งก่อนหน้า

    example :
    $arr = array ( 300, 200, 100, 200, 200, 300 );
    prev ( $arr );

  • function :
    next ( array );

    return type :
    void

    content :
    ใช้เลื่อน pointer ไปตำแหน่งถ้ดไป

    example :
    $arr = array ( 300, 200, 100, 200, 200, 300 );
    next ( $arr );

  • function :
    current ( array );

    return type :
    mixed

    content :
    ใช้คืนค่า value ของ array ณ ตำแหน่งปัจจุบันที่ชี้อยู่

    example :
    $arr = array ( 300, 200, 100, 200, 200, 350 );
    end ( $arr );
    echo current ( $arr );

  • function :
    pos ( array );

    return type :
    mixed

    content :
    ใช้คืนค่า value ของ array ณ ตำแหน่งปัจจุบันที่ชี้อยู่

    example :
    $arr = array ( 300, 200, 100, 200, 200, 350 );
    end ( $arr );
    echo pos ( $arr );

  • function :
    key ( array );

    return type :
    mixed

    content :
    ใช้คืนค่า key ของ array ณ ตำแหน่งปัจจุบันที่ชี้อยู่

    example :
    $arr = array ( 300, 200, 100, 200, 200, 350 );
    end ( $arr );
    echo key ( $arr );

  • function :
    array_keys ( array );

    return type :
    array

    content :
    ใช้คืนค่า key ทั้งหมดแบบ array โดย array ที่ได้จะมี  key ตั้งแต่ 0 ขั้นไปตามลำดับ

    example :
    $arr = array ( "domain"=>"bamboo", "type"=>"lab", "utility"=>"code" );
    print_r ( array_keys ( $arr ) );

  • function :
    array_key_exists ( key, array );

    return type :
    boolean

    content :
    ใช้ตรวจสอบว่ามี key ที่กำหนด อยู่ใน array หรือไม่

    example :
    $arr = array ( "domain"=>"bamboo", "type"=>"lab", "utility"=>"code" );
    if ( array_key_exists ( "domain", $arr ) )
    {
         echo "have key domain";
    }
    

  • function :
    each ( array );

    return type :
    array

    content :
    ใช้คืนค่า value และ key ณ ตำแหน่งปัจจุบันที่ pointer ชี้อยู่ และเลื่อนไปตำแหน่งต่อไปให้โดยอัติโนมัติ
    โดยจะคืนค่ากลับมาเป็น array ที่มี key 4 ตัว ได้แก่ 0, 1, key, value

    example :
    $arr = array ( "domain"=>"bamboo", "type"=>"lab", "utility"=>"code" );
    $current_arr = each ( $arr );
    echo $current_arr["key"];
    echo $current_arr["value"];

  • function :
    array_values ( array );

    return type :
    array

    content :
    ใช้คืนค่า value ทั้งหมดแบบ array โดย array ที่ได้จะมี  key ตั้งแต่ 0 ขั้นไปตามลำดับ

    example :
    $arr = array ( "domain"=>"bamboo", "type"=>"lab", "utility"=>"code" );
    print_r ( array_values ( $arr ) );

  • function :
    array_change_key_case ( array, case );

    return type :
    array

    content :
    ใช้เปลี่ยน key ใน array ให้เป็นพิมพ์เล็กหรือพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด

    example :
    $arr = array ( "domain"=>"bamboo", "type"=>"lab", "utility"=>"code" );
    print_r ( array_change_key_case ( $arr, CASE_UPPER ) );

    comment :
    ถ้า case = CASE_LOWER คือให้เป็นพิมพ์เล็กทั้งหมด ( default )
    ถ้า case = CASE_UPPER คือให้เป็นพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด

  • function :
    array_unshift ( array, value0, value1, ..., valuen );

    return type :
    void, int

    content :
    ใช้เพิ่ม value เข้าไปใน array ตำแหน่งแรกสุด และจะเรียง key ใหม่หมดเลย โดยเริ่มจาก 0
    ( คืนค่า ขนาดของ array หลังจากที่ได้เพิ่มข้อมูลไป )

    example :
    $arr = array ( "bamboo", "lab", "code" );
    array_unshift ( $arr, "website" );

  • function :
    array_push ( array, value0, value1, ..., valuen );

    return type :
    void, int

    content :
    ใช้เพิ่ม value เข้าไปใน array ตำแหน่งท้ายสุด
    ( คืนค่า ขนาดของ array หลังจากที่ได้เพิ่มข้อมูลไป )

    example :
    $arr = array ( "bamboo", "lab", "code" );
    array_push ( $arr, "com" );

  • function :
    array_shift ( array );

    return type :
    void

    content :
    ใช้ลบ value ออกจาก array ณ ตำแหน่งแรกสุด

    example :
    $arr = array ( "bamboo", "lab", "code" );
    array_shift ( $arr );
    

  • function :
    array_pop ( array );

    return type :
    void

    content :
    ใช้ลบ value ออกจาก array ณ ตำแหน่งท้ายสุด

    example :
    $arr = array ( "bamboo", "lab", "code" );
    array_pop ( $arr );

  • function :
    array_pad ( array, size, value );

    return type :
    array

    content :
    ใช้เพิ่ม value เข้าไปใน array เพื่อให้ array มีขนาดเท่าที่กำหนด
    ( ถ้ากำหนด size น้อยกว่าที่มีอยู่เดิม ก็จะไม่มีผลใดๆเกิดขึ้น )

    example :
    $arr = array ( "bamboo", "lab", "code" );
    print_r ( array_pad ( $arr, 5, "empty" ) );

    comment :
    ถ้า size เป็นค่าบวก จะเพิ่มเข้าด้านหลัง
    ถ้า size เป็นค่าลบ จะเพิ่มเข้าด้านหน้า

  • function :
    array_splice ( array, start, length );

    return type :
    void

    content :
    ใช้ลบ value ออกจาก array ตั้งแต่ตำแหน่งที่กำหนด ตามจำนวนที่กำหนด

    example :
    $arr = array ( "www", "bamboo", "lab", "code", "com" );
    array_splice ( $arr, 3, 2 );

    comment :
    ถ้า start ติดลบ จะเริ่มนับจากซ้ายไปขวา ( ว่าตำแหน่งแรกอยู่ที่ไหน )
    ถ้า length ติดลบ จะเริ่มนับจำนวนจากทางขวาไปซ้าย

  • function :
    array_merge ( array0, array1, ..., arrayn );

    return type :
    array

    content :
    ใช้รวม array ตั้งแต่ 2 array ขึ้นไปเข้าด้วยกัน 
    โดยจะนำ array ที่อยู่ข้างหลังไปต่อท้าย array ที่อยู่ข้างหน้า
    ถ้า key เป็นตัวเลข และซ้ำกันก็จะเรียงต่อกันไปเลย
    ถ้า key เป็นตัวอักษร และซ้ำกัน กํจะนำ value ตัวใหม่ไปทับตัวเก่า

    example :
    $arr1 = array ( "domain"=>"bamboo", "type"=>"lab", "utility"=>"code" );
    $arr2 = array ( 100, 300, 200 );
    print_r ( array_merge ( $arr1, $arr2 ) );

    comment :
    สามารถใช้ array0 + array1 ในการรวม array ก็ได้เช่นกัน

  • function :
    array_merge_recursive ( array0, array1, ..., arrayn );

    return type :
    array

    content :
    ใช้รวม array ตั้งแต่ 2 array ขึ้นไปเข้าด้วยกัน
    โดยจะนำ array ที่อยู่ข้างหลังไปต่อท้าย array ที่อยู่ข้างหน้า
    ถ้า key เป็นตัวเลข และซ้ำกันก็จะเรียงต่อกันไปเลย
    ถ้า key เป็นตัวอักษร และซ้ำกัน ก็จะสร้างมิติที่สองของคีย์นั้น

    example :
    $arr1 = array ( "domain"=>"bamboo", "type"=>"lab", "utility"=>"code" );
    $arr2 = array ( 100, "domain"=>300, 200 );
    print_r ( array_merge_recursive ( $arr1, $arr2 ) );
    

  • function :
    array_combine ( array0, array1 );

    return type :
    array

    content :
    ใช้รวม array จำนวน 2 ตัว เข้าด้วยกัน โดย array ที่อยู่ข้างหน้าจะนำ value มาเป็น key
    และ array ที่อยู่ข้างหลัง value ก็คือ value ( โดยมีเงื่อนไขว่า array ทั้งสองต้องมีขนาดเท่ากัน 
    ถ้าไม่เท่ากันจะคืนค่า false )

    example :
    $arr_key = array ( "domain", "type", "utility" );
    $arr_value = array ( "bamboo", "lab", "code" );
    print_r ( array ( $arr_key, $arr_value ) );

  • function :
    array_sum ( array );

    return type :
    mixed

    content :
    ใช้รวม value ทั้งหมดใน array ( ถ้าเป็นตัวอักษรจะมีค่าเป็น 0 )

    example :
    $arr = array ( "domain"=>"bamboo", 30, 20, 40 );
    echo array_sum ( $arr );

  • function :
    array_search ( find, array )

    return type :
    int

    content :
    ใช้ค้นหาข้อความที่กำหนดใน array โดยจะคืนค่า key แรกที่พบ
    ( จะคืนค่า false ถ้าไม่พบข้อมูลที่ค้นหา )

    example :
    $arr = array ( "bamboo", "lab", "code" );
    if ( ! array_search ( "bamboo", $arr ) )
    {
         echo "find it";
    }

    comment :
    สามารถกำหนด find เป็น array ได้ โดยจะเป็นการค้นหาหลายๆคำ

  • function :
    in_array ( find, array, strict );

    return type :
    boolean

    content :
    ใช้ตรวจสอบว่ามีข้อมูลที่กำหนดใน array หรือไม่ โดยจะคืนค่า true ถ้าพบข้อความ
    คืนค่า false ถ้าไม่พบข้อความ

    example :
    $arr = array ( "bamboo", "lab", "code" );
    if ( in_array ( "bamboo", $arr ) )
    {
         echo "find it";
    }

    comment :
    สามารถกำหนด find เป็น array ได้ โดยจะเป็นการตรวจสอบหลายๆคำ
    
    ถ้า strict = false คือไม่ตรวจสอบชนิดข้อมูล ( default )
    ถ้า strict = true คือตรวจสอบชนิดข้อมูลด้วย

  • function :
    array_intersect ( array0, array1, ..., arrayn );

    return type :
    array

    content :
    ใช้คืนค่า key และ value ในกรณีที่ array ทุกตัวมี value เหมือนกันหมด โดยคืนมาแบบ array

    example :
    $arr1 = array ( "bamboo", "lab", "code", 200 );
    $arr2 = array ( 100, 200, 400, 300 );
    print_r ( array_intersect ( $arr1, $arr2 ) );

  • function :
    array_intersect_assoc ( array0, array1, ..., arrayn );

    return type :
    array

    content :
    ใช้คืนค่า key และ value ในกรณีที่ array ทุกตัวมี key และ value เหมือนกันหมด โดยคืนมาแบบ array

    example :
    $arr1 = array ( "bamboo", "lab", "code", 200 );
    $arr2 = array ( 100, 200, 400, 300 );
    print_r ( array_intersect_assoc ( $arr1, $arr2 ) );

  • function :
    array_diff ( array0, array1, ..., arrayn );

    return type :
    array

    content :
    ใช้คืนค่า key และ value ของ array แรกสุด ที่มี value ไม่เหมือนกับ array อื่นๆ

    example :
    $arr1 = array ( "bamoo", "lab", "code" );
    $arr2 = array ( 100, "bamboo", 200 );
    print_r ( array_diff ( $arr1, $arr2 ) );

  • function :
    array_diff_assoc ( array0, array1, ..., arrayn );

    return type :
    array

    content :
    ใช้คืนค่า key และ value ของ array แรกสุด ที่มี key และ value ไม่เหมือนกับ array อื่นๆ

    example :
    $arr1 = array ( "domain" => "bamoo", "lab", "code" );
    $arr2 = array ( 100, "bamboo", 200 );
    print_r ( array_diff_assoc ( $arr1, $arr2 ) );

  • function :
    array_slice ( array, start, length );

    return type :
    array

    content :
    ใช้ดึงข้อมูลจาก array ตั้งแต่ตำแหน่งที่กำหนด ตามจำนวนที่กำหนด

    example :
    $arr = array ( "www", "bamoo", "lab", "code", "com" );
    print_r ( array_slice ( $arr, 2 ) );

    comment :
    ถ้า start ติดลบจะเริ่มนับจากขวาไปซ้าย
    ถ้า length ติดลบจะเริ่มนับจำนวนจากขวาไปซ้าย
    ถ้า length ไม่กำหนดจะดึงมาทั้งหมด

  • function :
    array_rand ( array, num );

    return type :
    mixed

    content :
    ใช้สุ่มเลือก key ใน array

    example :
    $arr = array ( "domain" => "bamoo", "lab", "code" );
    $rand_key = array_rand ( $arr, 2 );
    echo $arr [ $rand_key [ 0 ] ];

    comment :
    ตัวแปร num ใช้กำหนดจำนวนของ key ที่จะถูกสุ่มมา
    ถ้า num > 1 จะสุ่มค่ามากกว่าหนึ่ง และคืนค่ามาเป็น array
    ถ้า num = 1 จะสุ่มค่ามาหนึ่งตัว และไม่ได้คืนค่ามาเป็น array

  • function :
    sort ( array, flags );

    return type :
    boolean, void

    content :
    ใช้เรียง value ใน array จากน้อยไปมาก
    และเปลี่ยน key ของ array เป็นตัวเลข ( เริ่มจาก 0 )

    example :
    $arr = array ( "www", "bamoo", "lab", "code", "com" );
    sort ( $arr );

    comment :
    ถ้า flags = SORT_REGULAR คือเปรียบเทียบแบบทั่วไป ( default )
    ถ้า flags = SORT_NUMERIC คือเปรียบเทียบแบบตัวเลข
    ถ้า flags = SORT_STRING คือเปรียบเทียบแบบตัวอักษร

  • function :
    rsort ( array, flags );

    return type :
    boolean, void

    content :
    ใช้เรียง value ใน array จากมากไปน้อย
    และเปลี่ยน key ของ array เป็นตัวเลข ( เริ่มจาก 0 )

    example :
    $arr = array ( "www", "bamoo", "lab", "code", "com" );
    rsort ( $arr );

    comment :
    ถ้า flags = SORT_REGULAR คือเปรียบเทียบแบบทั่วไป ( default )
    ถ้า flags = SORT_NUMERIC คือเปรียบเทียบแบบตัวเลข
    ถ้า flags = SORT_STRING คือเปรียบเทียบแบบตัวอักษร

  • function :
    asort ( array, flags );

    return type :
    boolean, void

    content :
    ใช้เรียง value ใน array จากน้อยไปมาก
    และ key จะติดตามไปกับ value ด้วย

    example :
    $arr = array ( "www", "bamoo", "lab", "code", "com" );
    asort ( $arr );

    comment :
    ถ้า flags = SORT_REGULAR คือเปรียบเทียบแบบทั่วไป ( default )
    ถ้า flags = SORT_NUMERIC คือเปรียบเทียบแบบตัวเลข
    ถ้า flags = SORT_STRING คือเปรียบเทียบแบบตัวอักษร

  • function :
    arsort ( array, flags );

    return type :
    boolean, void

    content :
    ใช้เรียง value ใน array จากมากไปน้อย
    และ key จะติดตามไปกับ value ด้วย

    example :
    $arr = array ( "www", "bamoo", "lab", "code", "com" );
    arsort ( $arr );

    comment :
    ถ้า flags = SORT_REGULAR คือเปรียบเทียบแบบทั่วไป ( default )
    ถ้า flags = SORT_NUMERIC คือเปรียบเทียบแบบตัวเลข
    ถ้า flags = SORT_STRING คือเปรียบเทียบแบบตัวอักษร

  • function :
    ksort ( array, flags );

    return type :
    boolean, void

    content :
    ใช้เรียง key ใน array จากน้อยไปมาก
    และ value จะติดตามไปกับ key ด้วย

    example :
    $arr = array ( "www", "bamoo", "lab", "code", "com" );
    ksort ( $arr );

    comment :
    ถ้า flags = SORT_REGULAR คือเปรียบเทียบแบบทั่วไป ( default )
    ถ้า flags = SORT_NUMERIC คือเปรียบเทียบแบบตัวเลข
    ถ้า flags = SORT_STRING คือเปรียบเทียบแบบตัวอักษร

  • function :
    krsort ( array, flags );

    return type :
    boolean, void

    content :
    ใช้เรียง key ใน array จากมากไปน้อย
    และ value จะติดตามไปกับ key ด้วย

    example :
    $arr = array ( "www", "bamoo", "lab", "code", "com" );
    krsort ( $arr );

    comment :
    ถ้า flags = SORT_REGULAR คือเปรียบเทียบแบบทั่วไป ( default )
    ถ้า flags = SORT_NUMERIC คือเปรียบเทียบแบบตัวเลข
    ถ้า flags = SORT_STRING คือเปรียบเทียบแบบตัวอักษร

  • function :
    natsort ( array );

    return type :
    void

    content :
    ใช้เรียง value ใน array จากน้อยไปมาก
    โดยใช้ algorithm natural order และคำนึงถึงตัวพิมพ์เล็กพิมพ์ใหญ่ด้วย

    example :
    $arr = array ( "www", "bamoo", "lab", "code", "com" );
    natsort ( $arr );

  • function :
    natcasesort ( array );

    return type :
    void

    content :
    ใช้เรียง value ใน array จากน้อยไปมาก
    โดยใช้ algorithm natural order และไม่คำนึงถึงตัวพิมพ์เล็กพิมพ์ใหญ่ด้วย

    example :
    $arr = array ( "www", "bamoo", "lab", "code", "com" );
    natcasesort ( $arr );

 
Share This Chapter Login with Facebook