PHP E-Learning Programming : สอน function ของ PHP, เรียน function ของ PHP
 

Reference

Reference ในเว็บไซต์ Function.in.th เป็นการนำเสนอความรู้ในรูปแบบของแหล่งอ้างอิงของคำสั่งต่าง ๆ ที่ใช้ในการเขียนโปรแกรม โดยผู้ที่สนใจสามารถเข้ามาเรียนรู้การใช้งานคำสั่งของการเขียนโปรแกรมเหล่านี้ได้ ผ่านทาง URL code.function.in.th ทั้งนี้ผู้อ่านยังสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นบนเนื้อหาที่มีสอนได้ ซึ่งถือเป็นการส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความรู้ระหว่างผู้อ่านด้วยกันเอง
  • php tag ตามแบบภาษา SGML php tag ตามแบบภาษา SGML
    php tag ตามแบบภาษา XML php tag ตามแบบภาษา XML
    php tag ตามแบบภาษา java script php tag ตามแบบภาษา java script
    php tag ตามแบบภาษา asp php tag ตามแบบภาษา asp
    ชนิดข้อมูลของตัวแปรภาษา php ชนิดข้อมูลของตัวแปรภาษา php ได้แก่ boolean, string, integer, float, array, object, resource, null
    การประกาศตัวแปร ภาษา php เป็นการประกาศตัวแปรในภาษา php
    การประกาศค่าคงที่ ใช้ในการประกาศค่าคงที่
    การประกาศตัวแปร จากอีกตัวแปรหนึ่ง ใช้ในการนำค่าข้อมูลที่ได้มากำหนดเป็นชื่อตัวแปร
    การใช้ตัวแปรแบบอ้างอิง ( references ) เป็นการเชื่อมโยงตัวแปรเข้าด้วยกัน คือเมื่อค่าของตัวแปรใดตัวแปรหนึ่งเปลี่ยนแปลง แล้วตัวแปรที่เชื่อมโยงกันและกันก็จะเปลี่ยนแปลงตามด้วย
    การเรียกใช้ตัวแปร global การเรียกใช้ตัวแปร global ของภาษา php
    การกำหนดตัวแปรแบบ static การใช้ตัวแปรแบบ static จะทำให้มีการเก็บค่าไว้ใช้ต่อไป
  • echo() ใช้แสดงผลข้อความบน page
    print() ใช้แสดงผลข้อความบน page
    printf() ใช้แสดงผลข้อความบน page โดยมีการจัดรูปแบบไว้
    vprintf() ใช้แสดงผลข้อความบน page โดยมีการจัดรูปแบบไว้
    print_r() ใช้แสดงข้อมูลใน array
    var_export() ใช้แสดงข้อมูลใน array
    var_dump() ใช้แสดงข้อมูลใน array โดยจะแสดงชนิดและขนาดมาด้วย
  • chr() ใช้แปลง ascii เป็น ตัวอักษร
    ord() ใ้ช้แปลง ตัวอักษร เป็น ascii
    strtoupper() ใช้แปลง ตัวอักษร เป็น ตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด
    strtolower() ใช้แปลง ตัวอักษร เป็น ตัวพิมพ์เล็กทั้งหมด
    ucfirst() ใช้แปลง ตัวอักษร ตัวแรกสุดของข้อความ ให้เป็น ตัวพิมพ์ใหญ่
    ucwords() ใช้แปลง ตัวอักษร ตัวแรกสุดของแต่ละคำ ให้เป็นตัวพิมพ์ใหญ่
    trim() ใช้ตัดช่องว่าง ทางด้านซ้ายและด้านขวา ออก
    ltrim() ใช้ตัดช่องว่าง ทางด้านซ้าย ออก
    rtrim() ใช้ตัดช่องว่าง ทางด้านขวา ออก
    chop() ใช้ตัดช่องว่าง ทางด้านขวา ออก
    substr_count() ใช้นับจำนวน ตัวอักษรที่กำหนดใน string
    str_word_count() ใช้นับจำนวนคำ
    count_chars() ใช้นับจำนวนตัวอักษรแต่ละตัวใน string
    implode() ใช้รวมค่าของ array ไว้ในตัวแปร string โดยมีตัวคั่นตามที่กำหนด
    join() ใช้รวมค่าของ array ไว้ในตัวแปร string โดยมีตัวคั่นตามที่กำหนด
    explode() ใช้แยกค่าของ string แล้วเก็บไว้ที่ array ( แยกตามตัวแบ่ง )
    str_split() ใช้แบ่งค่าของ string แล้วเก็บไว้ที่ array
    chunk_split() ใช้แทรกข้อความที่กำหนด ( value ) ในทุกๆตำแหน่งที่กำหนดลงใน string
    str_pad() ใช้แทรกข้อความ ( value ) เข้าไปใน string เพื่อให้มีขนาดเท่ากับที่กำหนด ( length )
    parse_str() ใช้แยกค่าของ string ที่ส่งมาแบบ GET และเก็บไว้ที่ตัวแปร array โดยมีเครื่องหมาย & เป็นตัวแยก
    strtok() ใช้แยกค่าของ string โดยมีตัวแยกตามที่กำหนด
    strrev() ใช้สลับตัวอักษร จากหน้าไปหลัง จากหลังไปหน้า
    str_shuffle() ใช้สลับตัวอักษร แบบสุ่ม
    strlen() ใช้นับจำนวนตัวอักษรทั้งหมด
    strcmp() ใช้เปรียบเทียบข้อความ 2 ข้อความ โดยคำนึงถึงตัวพิมพ์ใหญ่เล็กด้วย
    strcasecmp() ใช้เปรียบเทียบข้อความ 2 ข้อความโดยไม่คำนึงถึงตัวพิมพ์ใหญ่พิมพ์เล็ก
    strncmp() ใช้เปรียบเทียบข้อความ 2 ข้อความ โดยคำนึงถึงพิมพ์ใหญ่พิมพ์เล็ก
    strncasecmp() ใช้เปรียบเทียบข้อความ 2 ข้อความ โดยไม่คำนึงถึงพิมพ์ใหญ่พิมพ์เล็ก
    strnatcmp() ใช้เปรียบเทียบข้อความ 2 ข้อความ โดยคำนึงถึงพิมพ์ใหญ่พิมพ์เล็ก
    strnatcasecmp() ใช้เปรียบเทียบข้อความ 2 ข้อความ โดยไม่คำนึงถึงพิมพ์ใหญ่พิมพ์เล็ก
    similar_text() ใช้เปรียบเทียบข้อความ 2 ข้อความ โดยจะตรวจสอบว่ามีความเหมือนกันกี่เปอร์เซ็นต์
    levenshtein() ใช้เปรียบเทียบข้อความ 2 ข้อความ โดยจะคืนค่าจำนวนของตัวอักษรที่แตกต่างกัน
    substr_compare() ใช้เปรียบเทียบข้อความ 2 ข้อความ โดยมีการกำหนดตำแหน่งเริ่มต้นที่จะเปรียบเทียบ และจำนวนที่จะเปรียบเทียบ
    strpos() ใช้ค้นหาข้อความที่กำหนดใน string จากหน้าไปหลัง
    stripos() ใช้ค้นหาข้อความที่กำหนดใน string จากหน้าไปหลัง
    strrpos() ใช้ค้นหาข้อความที่กำหนดใน string จากหลังมาหน้า ( การค้นหานี้คำนึงถึงตัวพิมพ์เล็กพิมพ์ใหญ่ )
    strripos() ใช้ค้นหาข้อความที่กำหนดใน string จากหลังมาหน้า ( การค้นหานี้ไม่คำนึงถึงตัวพิมพ์เล็กพิมพ์ใหญ่ )
    strspan() ใช้เปรียบข้อความ 2 ข้อความ โดยจะคืนค่าตำแหน่งแรกที่ข้อความทั้งสองไม่ตรงกัน
    str_replace() ใช้ค้นหาข้อความที่กำหนดใน string และแทนที่คำนั้นด้วย
    str_ireplace() ใช้ค้นหาข้อความที่กำหนดใน string และแทนที่คำนั้นด้วย โดยการค้นหาไม่คำนึงถึงตัวพิมพ์ใหญ่พิมพ์เล็ก
    strtr() ใช้ค้นหาข้อความที่กำหนดใน string และแทนที่คำนั้นด้วย
    substr_replace() ใช้แทนที่ข้อความใน string โดยเริ่มแทนตั้งแต่ตำแหน่งที่กำหนด
    strpbrk() ใช้ค้นหาข้อความที่กำหนดใน string และจะคืนค่าข้อความตั้งแต่ตำแหน่งที่พบจนหมด
    strchr() ใช้ค้นหาข้อความที่กำหนดใน string และจะคืนค่าข้อความตั้งแต่ตำแหน่งที่พบจนหมด
    strstr() ใช้ค้นหาข้อความที่กำหนดใน string และจะคืนค่าข้อความตั้งแต่ตำแหน่งที่พบจนหมด
    stristr() ใช้ค้นหาข้อความที่กำหนดใน string และจะคืนค่าข้อความตั้งแต่ตำแหน่งที่พบจนหมด
    strrchr() ใช้ค้นหาข้อความที่กำหนดใน string และจะคืนค่าข้อความตั้งแต่ตำแหน่งที่พบจนหมด
    substr() ใช้ดึงข้อความตั้งแต่ตำแหน่งที่กำหนด ตามจำนวนที่กำหนด
    str_repeat() ใช้แสดงค่า string ซ้ำๆกันตามจำนวนที่กำหนด
    wordwrap() ใช้กำหนดให้มีการตัดคำขึ้นบรรทัดใหม่
    htmlspecialchars() ใช้แปลงเครื่องหมายพิเศษต่างๆที่ตรงกับ tag ของภาษา html ใช้เป็นรหัสอักษรที่ใช้ในภาษา html เช่น จาก "<" เป็น "&lt;"
    htmlentities() ใช้แปลงเครื่องหมายพิเศษต่างๆที่ตรงกับ tag ของภาษา html ใช้เป็นรหัสอักษรที่ใช้ในภาษา html เช่น จาก "<" เป็น "&lt;"
    html_entity_decode() ใช้แปลงรหัสอักษรของภาษา html ให้เป็นเครื่องหมายพิเศษตามปกติ เช่นจาก "&lt;" เป็น "<"
    get_html_translation_table() ใช้คืนค่าเครื่องหมายพิเศษของภาษา html ทั้งหมด เช่น "&lt;"
    nl2br() ใช้แปลงการขึ้นบรรทัดใหม่ "\n" เป็น "<br/>"
    strip_tags() ใช้ลบ tag ของภาษา html ออกไป
    quotemeta() ใช้เพิ่มเครื่องหมาย backslashes (\) หน้าตัวอักษรที่เป็น Meta Characters
    addslashes() ใช้เพิ่มเครื่องหมาย backslashes (\) หน้าตัวอักษร ได้แก่ double quote, single quote, backslashes, null เพื่อป้องกันความผิดพลาด
    addcslashes() ใช้เพิ่มเครื่องหมาย backslashes (\) หน้าตัวอักษร ได้แก่ double quote, single quote, backslashes, null
    stripslashes() ใช้ลบเครื่องหมาย backslashes ( \ ) ออก
    stripcslashes() ใช้ลบเครื่องหมาย backslashes ( \ ) ออก
    number_format() ใช้จัดรูปแบบการแสดงผลข้อมูลตัวเลข
  • ereg() ใช้ตรวจสอบว่า มีข้อความตาม pattern ที่กำหนด ใน text หรือไม่
    eregi() ใช้ตรวจสอบว่า มีข้อความตาม pattern ที่กำหนด ใน text หรือไม่
    ereg_replace() ใช้ตรวจสอบว่า มีข้อความตาม pattern ที่กำหนด ใน text หรือไม่
    eregi_replace() ใช้ตรวจสอบว่า มีข้อความตาม pattern ที่กำหนด ใน text หรือไม่
    split() ใช้แยกค่าของ text แล้วเก็บไว้ที่ array
    spliti() ใช้แยกค่าของ text แล้วเก็บไว้ที่ array
    sql_regcase() ใช้ในการสร้าง pattern แบบไม่คำนึงถึงตัวพิมพ์ใหญ่หรือเล็ก
    preg_match() ใช้ตรวจสอบว่า มีข้อความตาม pattern ที่กำหนด ใน text หรือไม่
    preg_match_all() ใช้ตรวจสอบว่า มีข้อความตาม pattern ที่กำหนด ใน text หรือไม่
    preg_replace() ใช้ตรวจสอบว่า มีข้อความตาม pattern ที่กำหนด ใน text หรือไม่
    preg_grep() ใช้ตรวจสอบว่า มีข้อความตาม pattern ที่กำหนด ใน array_text หรือไม่
    preg_quote() ใช้เพิ่มเครื่องหมาย backslashes ( \ ) ข้างหน้าตัวอักษรที่เป็น meta character
    preg_split() ใช้แยกค่าของ text แล้วเก็บไว้ที่ array
    pattern ที่ใช้ในการค้นหา pattern ที่ใช้ในการค้นหา
    pattern ที่ใช้ในการค้นหา [ แบบสำเร็จรูป ] pattern ที่ใช้ในการค้นหา [ แบบสำเร็จรูป ]
    ตัวอย่างของ pattern ที่ใช้ในการค้นหา ตัวอย่างของ pattern ที่ใช้ในการค้นหา
  • is_nan() ใช้ตรวจสอบว่าข้อมูลไม่เป็นชนิดตัวเลขใช่หรือไม่
    is_finite() ใช้ตรวจสอบว่าข้อมูลมีขอบเขตจำกัดใช่หรือไม่
    is_infinite() ใช้ตรวจสอบว่าข้อมูลมีขอบเขตไม่จำกัดใช่หรือไม่
    pi() คืนค่า pi คือ 3.14159265359
    abs() ใช้หาค่าสัมบูรณ์
    sqrt() ใช้หาค่ารากที่ 2
    pow() ใช้หาค่ายกกำลัง
    exp() ใช้หาค่า e ยกกำลัง number
    fmod() ใช้หาค่าเศษที่เหลือจากการหาร
    round() ใช้ปัดเศษทศนิยม ถ้าน้อยกว่า 4 จะปัดลง และถ้ามากกว่าหรือเท่ากับ 5 จะปัดขึ้น
    ceil() ใช้ปัดเศษทศนิยมให้มีค่ามากขึ้น
    floor() ใช้ปัดเศษทศนิยมให้มีค่าน้อยลง
    min( array ) ใช้หาค่าที่น้อยที่สุดใน array
    min() ใช้หาค่าที่น้อยที่สุดในจากตัวเลขที่กำหนด
    max ( array ); ใช้หาค่าที่มากที่สุดใน array
    max() ใช้หาค่าที่มากที่สุดในจากตัวเลขที่กำหนด
    log() ใช้หาค่า ล็อกการิทึมธรรมชาติ
    log10() ใช้หาค่า ล็อกการิทึมฐานสิบ
    sin() ใช้หาค่ามุมของ sine ( มุม radian )
    sinh() ใช้หาค่ามุมของ hyperbolic sine
    asin() ใช้หาค่ามุมกลับของ sine
    cos() ใช้หาค่ามุมของ cosine ( มุม radian )
    cosh() ใช้หาค่ามุมของ hyperbolic cosine
    acos() ใช้หาค่ามุมกลับของ cosine
    tan() ใช้หาค่ามุมของ tangent ( มุม radian )
    tanh() ใช้หาค่ามุมของ hyperbolic tangent
    atan() ใช้หาค่ามุมกลับของ tangent
    atan2() ใช้หาค่ามุมของ atan2 ( number1 / number2 )
    rad2deg() ใช้แปลงมุมองศาเรเดียน เป็นองศาดีกรี
    deg2rad() ใช้แปลงมุมองศาดีกรี เป็นองศาเรเดียน
    rand() ใช้สุ่มเลข ระหว่าง 0 ถึง 1 ( หรือระหว่าง min ถึง max )
    lcg_value() ใช้สุ่มเลขระหว่าง 0 ถึง 1 โดยการสุ่มแต่ละครั้งจะไม่มีการได้ค่าที่ซ้ำกัน
  • gettype() ใช้คืนค่าชนิดข้อมูลของตัวแปร
    settype() ใช้กำหนด ชนิดข้อมูลใหม่ ให้กับตัวแปร
    get_defined_constants() ใช้คืนค่า ค่าคงที่ทั้งหมด
    get_defined_vars() ใช้คืนค่า ตัวแปรทั้งหมด ที่มีการประกาศใช้
    get_resource_type() ใช้คืนค่าประเภทของตัวแปร resource
    isset() ใช้ตรวจสอบว่า ตัวแปรนั้น ได้ประกาศไว้แล้วหรือไม่
    empty() ใช้ตรวจสอบว่า ตัวแปรนั้น เป็น empty ใช่หรือไม่ ( คือ ค่าว่าง หรือ ศุนย์ )
    unset() ใช้ยกเลิกตัวแปร ( คืนค่าหน่วยความจำของตัวแปรนั้นๆ )
    strval() ใช้แปลง ตัวแปรที่กำหนด ให้เป็น string
    intval() ใช้แปลง ตัวแปรที่กำหนด ให้เป็น int
    floatval() ใช้แปลง ตัวแปรที่กำหนด ให้เป็น float
    eval() ใช้แปลง string ที่กำหนดให้เป็น code php และจะประมวลผลตาม code ที่ได้
    is_string() ใช้ตรวจสอบว่า ตัวแปรนั้น เป็น string ใช่หรือไม่
    is_numeric() ใช้ตรวจสอบว่า ตัวแปรนั้น เป็น ตัวเลข ใช่หรือไม่
    is_int() ใช้ตรวจสอบว่า ตัวแปรนั้น เป็น เลขจำนวนเต็ม ใช่หรือไม่
    is_integer() ใช้ตรวจสอบว่า ตัวแปรนั้น เป็น เลขจำนวนเต็ม ใช่หรือไม่
    is_long() ใช้ตรวจสอบว่า ตัวแปรนั้น เป็น เลขจำนวนเต็ม ใช่หรือไม่
    is_float() ใช้ตรวจสอบว่า ตัวแปรนั้น เป็น เลขจำนวนจริง ใช่หรือไม่
    is_double() ใช้ตรวจสอบว่า ตัวแปรนั้น เป็น เลขจำนวนจริง ใช่หรือไม่
    is_real() ใช้ตรวจสอบว่า ตัวแปรนั้น เป็น เลขจำนวนจริง ใช่หรือไม่
    is_bool() ใช้ตรวจสอบว่า ตัวแปรนั้น เป็น boolean ใช่หรือไม่
    is_array() ใช้ตรวจสอบว่า ตัวแปรนั้น เป็น array ใช่หรือไม่
    is_resource() ใช้ตรวจสอบว่า ตัวแปรนั้น เป็น resource ใช่หรือไม่
    is_object() ใช้ตรวจสอบว่า ตัวแปรนั้น เป็น object ใช่หรือไม่
    is_null() ใช้ตรวจสอบว่า ตัวแปรนั้น เป็น null ใช่หรือไม่
    is_scalar() ใช้ตรวจสอบว่า ตัวแปรนั้น เป็น scalar ใช่หรือไม่
    serialize() ใช้แปลงข้อมูลที่กำหนด ให้อยู่ในรูป byte-stream นิยมนำมาใช้กับ object ที่สร้างจาก class เพื่อใช้ในการส่งข้อมูล
    unserialize() ใช้แปลงข้อมูลในรูป byte-stream ให้กลับมาเป็นตัวแปรก่อนถูกแปลง
  • create_function() ใช้สร้างฟังก์ชันแบบ object
    func_num_args() ใช้นับจำนวน arguments ที่ส่งมายัง function
    func_get_arg() ใช้คืนค่า ค่าข้อมูล ของ argument ในลำดับที่กำหนด
    func_get_args() ใช้คืนค่า ค่าข้อมูล ของ argument ทั้งหมด
    function_exits() ใช้ตรวจสอบว่ามี ฟังก์ชันที่กำหนด หรือไม่
    get_defined_functions() ใช้คืนค่า ชื่อฟังก็ชันทั้งหมด
    import_request_variables() ใช้นำข้อมูลที่ส่งมาแบบ GET หรือ POST หรือ COOKIE มาเก็บไว้ที่ตัวแปร
  • array() ใช้สร้างตัวแปรแบบ array ที่ยังไม่มีการกำหนดข้อมูล
    array ( value ) ใช้สร้างตัวแปรแบบ array โดยมีการกำหนดค่าข้อมูลไว้แล้ว และ key จะเรียงลำดับตั้งแต่ 0 ไปเรื่อยๆ
    array ( key => value ) ใช้สร้างตัวแปรแบบ array โดยมีการกำหนดค่าข้อมูลไว้แล้ว และมีการกำหนด key ด้วย
    range() ใช้สร้างตัวแปรแบบ array โดยมีการกำหนดค่าข้อมูลไว้แล้ว
    array_fill() ใช้สร้างตัวแปร array ที่มีค่าข้อมูลซ้ำๆกัน
    compact() ใช้สร้างตัวแปร array จากตัวแปรอื่น
    list() ใช้สร้างตัวแปรจาก array
    extract() ใช้สร้างตัวแปรจาก array
    array_unique() ใช้คืนค่า array โดยจะเหลือแต่ข้อมูลที่ไม่ซ้ำกัน
    array_reverse() ใช้สลับค่าข้อมูลใน array จากหลังมาหน้า จากหน้าไปหลัง
    array_flip() ใช้สลับ index กับ value ใน array
    count() ใช้คืนค่าจำนวนของ array
    sizeof() ใช้คืนค่าจำนวนของ array
    array_count_values() ใช้นับจำนวนของแต่ละ value ใน array โดยจะคืนค่า array ที่มี key คือ value และ value คือจำนวนที่นับได้
    reset() ใช้เลื่อน pointer ไปตำแหน่งแรกสุดของ array
    end() ใช้เลื่อน pointer ไปตำแหน่งท้ายสุดของ array
    prev() ใช้เลื่อน pointer ไปตำแหน่งก่อนหน้า
    next() ใช้เลื่อน pointer ไปตำแหน่งถ้ดไป
    current() ใช้คืนค่า value ของ array ณ ตำแหน่งปัจจุบันที่ชี้อยู่
    pos() ใช้คืนค่า value ของ array ณ ตำแหน่งปัจจุบันที่ชี้อยู่
    key() ใช้คืนค่า key ของ array ณ ตำแหน่งปัจจุบันที่ชี้อยู่
    array_keys() ใช้คืนค่า key ทั้งหมดแบบ array โดย array ที่ได้จะมี key ตั้งแต่ 0 ขั้นไปตามลำดับ
    array_key_exists() ใช้ตรวจสอบว่ามี key ที่กำหนด อยู่ใน array หรือไม่
    each() ใช้คืนค่า value และ key ณ ตำแหน่งปัจจุบันที่ pointer ชี้อยู่ และเลื่อนไปตำแหน่งต่อไปให้โดยอัติโนมัติ
    array_values() ใช้คืนค่า value ทั้งหมดแบบ array โดย array ที่ได้จะมี key ตั้งแต่ 0 ขั้นไปตามลำดับ
    array_change_key_case() ใช้เปลี่ยน key ใน array ให้เป็นพิมพ์เล็กหรือพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด
    array_unshift() ใช้เพิ่ม value เข้าไปใน array ตำแหน่งแรกสุด และจะเรียง key ใหม่หมดเลย โดยเริ่มจาก 0
    array_push() ใช้เพิ่ม value เข้าไปใน array ตำแหน่งท้ายสุด
    array_shift() ใช้ลบ value ออกจาก array ณ ตำแหน่งแรกสุด
    array_pop() ใช้ลบ value ออกจาก array ณ ตำแหน่งท้ายสุด
    array_pad() ใช้เพิ่ม value เข้าไปใน array เพื่อให้ array มีขนาดเท่าที่กำหนด
    array_splice() ใช้ลบ value ออกจาก array ตั้งแต่ตำแหน่งที่กำหนด ตามจำนวนที่กำหนด
    array_merge() ใช้รวม array ตั้งแต่ 2 array ขึ้นไปเข้าด้วยกัน
    array_merge_recursive() ใช้รวม array ตั้งแต่ 2 array ขึ้นไปเข้าด้วยกัน
    array_combine() ใช้รวม array จำนวน 2 ตัว เข้าด้วยกัน โดย array ที่อยู่ข้างหน้าจะนำ value มาเป็น key และ array ที่อยู่ข้างหลัง value ก็คือ value
    array_sum() ใช้รวม value ทั้งหมดใน array ( ถ้าเป็นตัวอักษรจะมีค่าเป็น 0 )
    array_search() ใช้ค้นหาข้อความที่กำหนดใน array โดยจะคืนค่า key แรกที่พบ
    in_array() ใช้ตรวจสอบว่ามีข้อมูลที่กำหนดใน array หรือไม่
    array_intersect() ใช้คืนค่า key และ value ในกรณีที่ array ทุกตัวมี value เหมือนกันหมด โดยคืนมาแบบ array
    array_intersect_assoc() ใช้คืนค่า key และ value ในกรณีที่ array ทุกตัวมี key และ value เหมือนกันหมด โดยคืนมาแบบ array
    array_diff() ใช้คืนค่า key และ value ของ array แรกสุด ที่มี value ไม่เหมือนกับ array อื่นๆ
    array_diff_assoc() ใช้คืนค่า key และ value ของ array แรกสุด ที่มี key และ value ไม่เหมือนกับ array อื่นๆ
    array_slice() ใช้ดึงข้อมูลจาก array ตั้งแต่ตำแหน่งที่กำหนด ตามจำนวนที่กำหนด
    array_rand() ใช้สุ่มเลือก key ใน array
    sort() ใช้เรียง value ใน array จากน้อยไปมาก
    rsort() ใช้เรียง value ใน array จากมากไปน้อย
    asort() ใช้เรียง value ใน array จากน้อยไปมาก
    arsort() ใช้เรียง value ใน array จากมากไปน้อย
    ksort() ใช้เรียง key ใน array จากน้อยไปมาก
    krsort() ใช้เรียง key ใน array จากมากไปน้อย
    natsort() ใช้เรียง value ใน array จากน้อยไปมาก
    natcasesort() ใช้เรียง value ใน array จากน้อยไปมาก
  • date() ใช้คืนค่า วันที่และเวลาปัจจุบัน ตามรูปแบบที่กำหนดไว้
    getdate() ใช้คืนค่ารายละเอียดของวันที่และเวลา โดยคืนมาแบบ array
    gmdate() ใช้คืนค่า วันที่และเวลา
    localtime() ใช้คืนค่ารายละเอียดของวันที่และเวลาของท้องถิ่น แบบ array
    checkdate() ใช้ตรวจสอบว่าข้อมูลเป็นวันที่ที่ถูกต้องหรือไม่
    strtotim() ใช้คืนค่า timestamp ของ pattern ที่กำหนด
    time() ใช้คืนค่า timestamp ของวันที่และเวลาปัจจุบัน หน่วยวินาที
    microtime() ใช้คืนค่า timestamp ของวันที่และเวลาปัจจุบัน ในหน่วยไมโครวินาที
    mktime() ใช้คืนค่า timestamp หน่วยวินาที ของวันที่เวลาที่กำหนด
    gmmktime() ใช้คืนค่า timestamp ของหน่วยวินาที ของวันที่เวลาที่กำหนด ตามเวลามาตรฐานกรีนิช
    gettimeofday() ใช้คืนค่า timestamp ในหน่วยเวลาต่างๆ แบบ array
  • jdtojulian() ใช้แปลงวันที่จาก Julian Day เป็นแบบ Julian Calendar
    juliantojd() ใช้แปลงวันที่จาก Julian Calendar เป็นแบบ Julian Day
    jdtogregorian() ใช้แปลงวันที่จาก Julian Day เป็นแบบ Gregorian Date
    gregoriantojd() ใช้แปลงวันที่จาก Gregorian Calendar เป็นแบบ Julian Day
    jddayofweek() ใช้คืนค่าชื่อวัน ในระบบ Julian Day เมื่อได้ถูกบวกกับ วัน ตามที่กำหนด
    jdmonthname() ใช้คืนค่าชื่อเดือนในระบบ Julian Day เมื่อได้ถูกบวกกับ วัน ตามที่กำหนด
    cal_info() ใช้คืนค่ารายละเอียดเกี่ยวกับ ปฏิทิน ที่กำหนด
    cal_from_jd() ใช้คืนค่ารายละเอียดเกี่ยวกับวันที่ของปฏิทินที่กำหนด เมื่อได้ถูกบวกกับ วัน ตามที่กำหนด
    cal_to_jd() ใช้คืนค่า ผลต่างของจำนวนวัน ระหว่างวันที่ที่กำหนด ในระบบปฏิทินที่กำหนด กับ Julian Day
    jdtounix() ใช้แปลงจำนวนวันในระบบ Julian Day เป็นเวลาในระบบ Unix Timestamp
    unixtojd() ใช้แปลง unix timestamp เป็นวันในระบบ Julian Day
    easter_day() ใช้คืนค่า timestamp ของวัน easter ในปีที่กำหนด
    easter_days() ใช้คืนค่า ผลต่างของจำนวนวัน ระหว่างวันที่ 21 มีนาคม กับวัน easter ในปีที่กำหนด
  • setcookie() ใช้กำหนดค่าของคุ้กกี้
    $_COOKIE[] เป็นการเรียกใช้คุ้กกี้ โดยจะคืนค่า value ที่ได้กำหนดไว้
  • $_SESSION[] เป็นการเรียกใช้ session
    session_start() web page ที่ต้องการใช้ session จะค้องมีคำสั่งนี้เสมอ เพื่อโหลดข้อมูล session มาเก็บไว้ที่หน่วยความจำ
    session_destroy() ใช้ยกเลิกข้อมูลทั้งหมดที่อยู่ใน session
    session_register() ใช้ลงทะเบียน ตัวแปร ให้เป็นตัวแปร session
    session_unregister() ใช้ยกเลิกการลงทะเบียนตัวแปร session
    session_unset() ใช้ยกเลิกตัวแปร session ทั้งหมด ที่ได้ลงทะเบียนไว้
    session_is_registered() ใช้ตรวจสอบว่าตัวแปรนั้นได้ลงทะเบียน seesion หรือยัง
    session_id() ใช้คืนค่า session id ( SID )
    session_regenerate_id() ใช้ในการสร้าง session id ( SID ) ขึ้นมาใหม่
    session_encode() ใช้เข้ารหัสข้อมูล session ทั้งหมด โดยจะคืนค่าข้อมูลที่เข้ารหัสไว้แล้ว
    session_decode() ใช้ถอดรหัสข้อมูล ที่ถูกเข้ารหัสโดย session_encode();
    session_name() ใช้กำหนดค่าหรือคืนค่า ค่าข้อมูลของ session.name ที่อยู่ในไฟล์ php.ini
    session_module_name() ใช้กำหนดค่า หรือคืนค่า ค่าข้อมูลของ session.module.name ที่อยู่ในไฟล์ php.ini
    session_save_path() ใช้คืนค่า หรือกำหนดค่า ค่าข้อมูลของ session.save_path ที่อยู่ในไฟล์ php.ini
    session_cache_limiter() ใช้กำหนดค่า หรือคืนค่า ค่าข้อมูลของ session.cache_limiter ในไฟล์ php.ini
    session_cache_expire() ใช้กำหนดค่า หรือคืนค่า ค่าข้อมูลของ session.cache_expire ที่อยู่ในไฟล์ของ php.ini
  • fopen() ใช้เปิดไฟล์เพื่อใช้งาน โดยจะคืนค่ารหัสประจำไฟล์กลับมา
    fsockopen() ใช้เปิดไฟล์เพื่อใช้งาน โดยจะคืนค่ารหัสประจำไฟล์กลับมา
    popen() ใช้เปิดไฟล์แบบ pipe โดยจะคืนค่ารหัสประจำไฟล์กลัลมา
    fclose() ใช้ปิดไฟล์ที่เปิดขึ้นมาด้วยคำสั่ง fopen() โดยจะคืนค่า true ถ้าหากปิดไฟล์สำเร็จ
    fsockclose() ใช้ปิดไฟล์ที่เปิดขึ้นมาด้วยคำสั่ง fsockopen() โดยจะคืนค่า true ถ้าหากปิดไฟล์สำเร็จ
    pclose() ใช้ปิดไฟล์ที่เปิดด้วย popen() โดยจะคืนค่า true ถ้าหากปิดไฟล์สำเร็จ
    clearstatcache() ใช้ยกเลิกไฟล์ cache ที่อยู่ใน harddisk
    copy() ใช้คัดลอกไฟล์
    rename() ใช้เปลี่ยนชื่อไฟล์
    delete() ใช้ลบไฟล์
    unlink() ใช้ลบไฟล์
    stat() ใช้คืนค่าข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับไฟล์แบบ array
    fstat() ใช้คืนค่าข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับไฟล์แบบ array
    filetype() ใช้คืนค่าประเภทของไฟล์ ( จะคืนค่า false กลับมาถ้าหากผิดพลาด )
    fileinode() ใช้คืนค่า หมายเลขรหัสประจำไฟล์ ( จะคืนค่า false กลับมาถ้าหากผิดพลาด )
    fileperms() ใช้คืน หมายเลข permission ของไฟล์ ( จะคืนค่า false กลับมาถ้าหากผิดพลาด )
    fileowner() ใช้คืนค่า หมายเลขประจำเจ้าของไฟล์
    filesize() ใช้คืนค่า ขนาดของไฟล์ หน่วย byte
    fileatime() ใช้คืนค่า เวลาการใช้งานครั้งล่าสุดของไฟล์ แบบ timestamp
    filemtime() ใช้คืนค่า เวลาการแก้ไขไฟล์ครั้งล่าสุดแบบ timestamp ( จะคืนค่า false กลับมาถ้าหากผิดพลาด )
    filectime() ใช้คืนค่า เวลาในการสร้างไฟล์แบบ timestamp
    filegroup() ใช้คืนค่า หมายเลขประจำกลุ่มของไฟล์
    chgrp() ใช้เปลี่ยนกลุ่มของไฟล์
    chown() ใช้เปลี่ยนเจ้าของไฟล์
    chmod() ใช้เปลี่ยน mode ของไฟล์
    disk_total_space() ใช้คืนค่า ขนาดของ disk หน่วย byte
    disk_free_space() ใช้คืนค่า ขนาดของพื้นที่ว่างบน disk หน่วยเป็น byte
    diskfreespace() ใช้คืนค่า ขนาดของพื้นที่ว่างบน disk หน่วยเป็น byte
    fgetc() ใช้อ่านข้อมูลจากไฟล์ทีละตัวอักษร และเลื่อน pointer ไปยังตัวถัดไป
    fgets() ใช้อ่านข้อมูลจากไฟล์ทีละบรรทัด และเลื่อน pointer ไปยังแถวถัดไป
    fgetss() ใช้อ่านข้อมูลจากไฟล์ทีละบรรทัด และเลื่อน pointer ไปยังแถวถัดไป
    fread() ใช้อ่านข้อมูลจากไฟล์ ตามความยาวของตัวอักษรที่กำหนด
    fpassthru() ใช้อ่านข้อมูลจากไฟล์ทั้งหมด และนำไปแสดงผลบน browser ทันที
    readfile() ใช้อ่านข้อมูลจากไฟล์ทั้งหมด และนำไปแสดงผล browser ทันที
    file() ใช้คืนค่าข้อมูลจากไฟล์ทั้งหมด แล้วเก็บไว้ที่ array โดยแต่ละ key ของ array จะเก็บข้อมูลแต่ละบรรทัดจากไฟล์
    fwrite() ใช้เขียนข้อมูล ( string ) ที่กำหนดลงบนไฟล์
    fputs() ใช้เขียนข้อมูล ( string ) ที่กำหนดลงบนไฟล์
    flock() ใช้ล็อคไฟล์ที่ถูกเปิดด้วย fopen() โดยไม่สามารถใช้ได้ในเครือข่าย NFS และระบบไฟล์แบบ FAT
    feof() ใช้ตรวจสอบว่า pointer ชี้ไปยังตำแหน่งสุดท้ายของไฟล์แล้วใช่หรือไม่
    ftell() ใช้คืนค่าตำแหน่ง pointer ภายในไฟล์ โดยจะคืนค่า false ถ้าหากเกิดความผิดพลาด
    rewind() ใช้เปลี่ยนตำแหน่งของ pointer ให้ไปอยู่จุดเริ่มต้นไฟล์
    fseek() ใช้เปลี่ยนตำแหน่งของ pointer ไปยังตำแหน่งที่กำหนด
    tempnam() ใช้ในการสร้างไฟล์ชั่วคราว
    tmpfile() ใช้ในการสร้างไฟล์ชั่วคราว แบบอ่านและเขียนได้ ( w+ ) และจะถูกลบออกไปเมื่อมีการปิดไฟล์
    is_resource() ใช้ตรวจสอบว่า ตัวแปรที่กำหนด เป็นประเภท resource ใช่หรือไม่
    is_file() ใช้ตรวจสอบว่าไฟล์ที่กำหนดเป็น regular file หรือไม่
    is_readable() ใช้ตรวจสอบว่า ไฟล์ที่กำหนดสามารถอ่านได้หรือไม่
    is_writable() ใช้ตรวจสอบว่า ไฟล์ที่กำหนดสามารถเขียนได้หรือไม่
    is_writeable() ใช้ตรวจสอบว่า ไฟล์ที่กำหนดสามารถเขียนได้หรือไม่
    is_executable() ใช้ตรวจสอบว่า ไฟล์ที่กำหนด สามารถ execute ได้หรือไม่
    file_exists() ใช้ตรวจสอบว่า ไฟล์ที่กำหนดมีอยู่จริง ใช่หรือไม่
  • basename() ใช้คืนค่า ชื่อไฟล์ จาก path ที่กำหนด
    pathinfo() ใช้คืนค่ารายละเอียดของ path ที่กำหนด
    getcwd() ใช้คืนค่า directory ปัจจุบัน ที่กำลังทำงานอยู่
    mkdir() ใช้สร้าง directory
    rmdir() ใช้ลบ directory
    is_dir() ใช้ตรวจสอบว่าเป็น directory ใช่หรือไม่
    opendir() ใช้เปิดการติดต่อกับ directory โดยจะคืนค่าจำนวนเต็มของการติดต่อ
    closedir() ใช้ในการยกเลิกการติดต่อกับ directory
    readdir() ใช้คืนค่า ชื่อไฟล์ หรือ ชื่อโฟลเดอร์ ณ ตำแหน่งที่ Pointer ชี้อยู่ และเลื่อน pointer ไปยังตำแหน่งถัดไปด้วย
    scandir() ใช้คืนค่าชื่อไฟล์หรือชื่อโฟลเดอร์ใน path ที่กำหนดทั้งหมด โดยจะคืนค่ามาแบบ array
    rewinddir() ใช้เปลี่ยนตำแหน่ง pointer ไปยังตำแหน่งแรกสุด
    chdir() ใช้เปลี่ยน directory ปัจจุบันที่กำลังใช้งานอยู่
  • include() เป็นการเรียกใช้ไฟล์ที่กำหนดเข้ามาไว้ภายในไฟล์ที่เรียกใช้
    include_once() เป็นการเรียกใช้ไฟล์ที่กำหนดเข้ามาไว้ภายในไฟล์ที่เรียกใช้
    require() เป็นการเรียกใช้ไฟล์ที่กำหนดเข้ามาไว้ภายในไฟล์ที่เรียกใช้
    require_once() เป็นการเรียกใช้ไฟล์ที่กำหนดเข้ามาไว้ภายในไฟล์ที่เรียกใช้
    php_logo_guid() ใช้คืนค่ารหัสภาพ logo ของภาษา php
    phpversion() ใช้ตรวจสอบ version ของ php
    zend_logo_guid() ใช้คืนค่ารหัสภาพ logo ของ zend engine
    phpinfo() ใช้แสดงข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับ php
    phpcredits() ใช้แสดงรายชื่อทีมงานที่ร่วมกันพัฒนา php
    version_compare() ใช้เปรียบเทียบ version ของ php
    highlight_file() ใช้แสดงข้อมูลทั้งหมดที่อยู่ในไฟล์ที่กำหนด
    show_source() ใช้แสดงข้อมูลทั้งหมดที่อยู่ในไฟล์ที่กำหนด
    highlight_string() ใช้แสดงสีสันให้กับ source code ที่กำหนด
    ini_set() ใช้กำหนดค่าให้กับคำสั่งที่อยู่ในไฟล์ php.ini
    ini_get() ใช้คืนค่า ค่าข้อมูลของคำสั่งที่อยู่ในไฟล์ php.ini
    exit() ใช้หยุดการทำงานของ script
    die() ใช้หยุดการทำงานของ script แต่ก่อนที่จะหยุดจะแสดงข้อความที่กำหนดก่อนเสมอ
  • mail() ใช้ในการส่ง mail โดยจะคืนค่า true ถ้าส่ง mail ได้สำเร็จ
    gethostbyaddr() ใช้เปลงหมายเลข IP ให้เป็น host name
    gethostbyname() ใช้แปลง host name ให้เป็นหมายเลข IP
    gethostbynamel() ใช้คืนค่าหมายเลข IP จาก host name แล้วเก็บไว้ที่ array
    getenv() ใช้คืนค่าข้อมูลของตัวแปร SERVER หรือ ENV โดยจะคืนค่า false ถ้าหากเกิดความผิดพลาด
  • mysql_connect() ใช้ในการเชื่อมต่อกับฐานข้อมูล
    mysql_pconnect() ใช้ในการเชื่อมต่อกับฐานข้อมูล
    mysql_ping() ใช้ตรวจสอบว่ากำลังเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลอยู่หรือไม่
    mysql_close() ใช้ยกเลิกการเชื่อมต่อกับฐานข้อมูล
    mysql_create_db() ใช้สร้าง ฐานข้อมูล
    mysql_drop_db() ใช้ลบ ฐานข้อมูล
    mysql_list_dbs() ใช้คืนค่า result ที่เก็บชื่อของฐานข้อมูลทั้งหมด
    mysql_db_name() ใช้คืนค่า ชื่อของฐานข้อมูล จาก result
    mysql_list_tables() ใช้คืนค่า result ที่เก็บชื่อของตารางทั้งหมด
    mysql_tablename() ใช้คืนค่า ชื่อของตาราง จาก result
    mysql_select_db() ใช้เลือก ฐานข้อมูล ที่จะใช้งาน
    mysql_selectdb() ใช้เลือก ฐานข้อมูล ที่จะใช้งาน โดยจะคืนค่า false ถ้าหากเกิดความผิดพลาด
    mysql_query() ใช้ประมวลผลคำสั่ง sql ไปยังฐานข้อมูลที่ได้เลือกไว้
    mysql_db_query() ใช้ประมวลผลคำสั่ง sql ไปยังฐานข้อมูลที่ได้กำหนดไว้
    mysql_insert_id() ใช้ในการคืนค่า ค่าข้อมูล ของฟิลด์ที่เป็นแบบ auto_increment ของแถวใหม่ที่ได้เพิ่มเข้าไปโดยคำสั่ง INSERT ของ SQL
    mysql_free_result() ใช้ในการคืนค่า หน่วยความจำ
    mysql_num_rows() ใช้นับจำนวนแถวทั้งหมดของ result
    mysql_num_fields() ใช้นับจำนวนคอลัมน์ทั้งหมดของ result
    mysql_numfields() ใช้นับจำนวนคอลัมน์ทั้งหมดของ result
    mysql_affected_rows() ใช้นับจำนวนแถวที่ได้รับผลกระทบจากการประมวลผลคำสั่ง INSERT, UPDATE, DELETE ไปยังฐานข้อมูล
    mysql_data_seek() ใช้เลื่อน pointer ไปยังแถวที่กำหนดใน result โดยจะคืนค่า false ถ้าเกิดความผิดพลาดขึ้น
    mysql_list_fields() ใช้คืนค่า result ที่เก็บชื่อฟิลด์ทั้งหมด ของตารางที่กำหนด ในฐานข้อมูลที่กำหนด
    mysql_field_seek() ใช้เลื่อน pointer ไปยังคอลัมน์ที่กำหนดใน result
    mysql_fieldseek() ใช้เลื่อน pointer ไปยังคอลัมน์ที่กำหนดใน result
    mysql_field_table() ใช้คืนค่า ชื่อตาราง ของคอลัมน์ที่กำหนด ใน result
    mysql_field_name() ใช้คืนค่า ชื่อคอลัมน์ที่กำหนด ใน result
    mysql_field_type() ใช้คืนค่า ชนิดข้อมูล ของคอลัมน์ที่กำหนด ใน result
    mysql_field_len() ใช้คืนค่า ขนาดข้อมูล ของคอลัมน์ที่กำหนด ใน result
    mysql_field_flags() ใช้คืนค่า รายละเอียดคุณสมบัติเฉพาะ ของคอลัมน์ที่กำหนด ใน result
    mysql_result() ใช้คืนค่า ค่าข้อมูล ในแถวและคอลัมน์ที่กำหนด ของ result
    mysql_fetch_row() ใช้คืนค่า ค่าข้อมูล ของ result ในแถวที่ชี้อยู่ และเก็บไว้ที่ array และเลื่อนไปตัวชี้ชี้ไปยังตำแหน่งถ้ดไป
    mysql_fetch_array() ใช้คืนค่า ค่าข้อมูล ของ result ในแถวที่ชี้อยู่ และเก็บไว้ที่ array และเลื่อนไปตัวชี้ชี้ไปยังตำแหน่งถ้ดไป
    mysql_fetch_assoc() ใช้คืนค่า ค่าข้อมูล ของ result ในแถวที่ชี้อยู่ และเก็บไว้ที่ array และเลื่อนไปตัวชี้ชี้ไปยังตำแหน่งถ้ดไป
    mysql_fetch_lengths() ใช้คืนค่า ขนาดของข้อมูล ของ result ในแถวที่ชี้อยู่ แล้วเก็บไว้ที่ array และเลื่อนไปตัวชี้ชี้ไปยังตำแหน่งถ้ดไป
    mysql_fetch_object() ใช้คืนค่า ค่าข้อมูล ของ result ในแถวที่ชี้อยู่ และเก็บไว้ที่ object และเลื่อนไปตัวชี้ชี้ไปยังตำแหน่งถ้ดไป
    mysql_fetch_field() ใช้คืนค่า รายละเอียด ของคอลัมน์ที่กำหนด ใน result
    mysql_error() ใช้คืนค่า ข้อความ แสดงความผิดพลาดล่าสุด ของการทำงานกับฐานข้อมูล
    mysql_errno() ใช้คืนค่า รหัสของความผิดพลาดล่าสุด ของการทำงานกับฐานข้อมูล
    mysql_list_processes() ใช้คืนค่า process ของ MySQL แบบ result
    mysql_stat() ใช้คืนค่า สถานะปัจจุบันของ MySQL
    mysql_thread_id() ใช้คืนค่า หมายเลข thread ปัจจุบัน
    mysql_get_proto_info() ใช้คืนค่า version ของ protocol ที่ใช้กับ mysql
    mysql_get_server_info() ใช้คืนค่า version ของ MySQL ที่ใช้งานอยู่ใน server
    mysql_get_client_info() ใช้คืนค่า version ของ MySQL ที่ใช้งานอยู่ใน client
    mysql_get_host_info() ใช้คืนค่า host ที่ติดตั้ง MySQL
    mysql_info() ใช้คืนค่า ข้อมูลรายละเอียด เกี่ยวกับ query ล่าสุดที่ประมวลผลในฐานข้อมูล
  • mysqli() ใช้ในการเชื่อมต่อกับฐานข้อมูล
    close() ใช้ยกเลิกการเชื่อมต่อกับฐานข้อมูล
    select_db() ใช้เลือกฐานข้อมูลที่จะใช้งาน
    query() ใช้ประมวลผลคำสั่ง sql ไปยังฐานข้อมูล
    insert_id ใช้ในการคืนค่า ค่าข้อมูล ของฟิลด์ที่เป็นแบบ auto_increment ของแถวใหม่ที่ได้เพิ่มเข้าไปโดยคำสั่ง INSERT ของ SQL
    affected_rows ใช้นับจำนวนแถวที่ได้รับผลกระทบจากการประมวลผลคำสั่ง INSERT, UPDATE, DELETE ไปยังฐานข้อมูล
    autocommit() ใช้กำหนดว่าจะให้ commit โดยอัตโนมัติหรือไม่
    commit() ใช้สั่งให้ commit ในกรณีที่ commit คือ false
    num_rows ใช้คืนค่า จำนวนแถวทั้งหมด
    field_count ใช้คืนค่า จำนวนคอลัมน์ทั้งหมด
    fetch_object() ใช้คืนค่า ค่าข้อมูล ของ result ในแถวที่ชี้อยู่ และเก็บไว้ที่ object และเลื่อนไปตัวชี้ชี้ไปยังตำแหน่งถ้ดไป
    data_seek() ใช้เลื่อน pointer ไปยังแถวที่กำหนด
    field_seek() ใช้เลื่อน pointer ไปยังคอลัมน์ที่กำหนด
  • md5() ใช้ในการเข้ารหัสข้อมูล ด้วย algorithm Message-Digest นิยมใช้ในระบบสมาชิก ( ถอดรหัสไม่ได้ )
    md5_file() ใช้ในการเข้ารหัสข้อมูลทั้งหมดที่อยู่ในไฟล์ที่กำหนด ด้วย algorithm Message-Digest ( ถอดรหัสไม่ได้ )
    sha1() ใช้ในการเข้ารหัสข้อมูล ด้วย algorithm sha1 นิยมใช้กับรหัสผ่าน ( ถอดรหัสไม่ได้ )
    sha1_file() ใช้ในการเข้ารหัสข้อมูลท้งหมดที่มีอยู่ในไฟล์ที่กำหนด ด้วย algorithm sha1 นิยมใช้กับรหัสผ่าน ( ถอดรหัสไม่ได้ )
    crc32() ใช้ในการเข้ารหัสข้อมูลด้วย algorithm cyclic redundancy checksum
    convert_uuencode() ใช้ในการเข้ารหัสข้อมูลโดย algorithm uuencode นิยมใช้กับ email, NewsGroup
    convert_uudecode() ใช้ในการถอดรหัสข้อมูลที่ถูกเข้ารหัสโดย algorithm uuencode
    str_rot13() ใช้ในการเข้ารหัส-ถอดรหัสข้อมูลโดย algorithm rot13
    crypt() ใช้ในการเข้ารหัข้อมูล ( ยังไม่มีการถอดรหัสข้อมูล )
    bin2hex() ใช้แปลง string เป็นเลขฐาน 16 ( string to ascii to ฐาน 16 )
    bindec() ใช้แปลงเลขฐาน 2 เป็นเลขฐาน 10
    decbin() ใช้แปลงเลขฐาน 10 เป็นเลขฐาน 2
    octdec() ใช้แปลงเลขฐาน 8 เป็นเลขฐาน 10
    decoct() ใช้แปลงเลขฐาน 10 เป็นเลขฐาน 8
    hexdec() ใช้แปลงเลขฐาน 16 เป็นเลขฐาน 10
    dechex() ใช้แปลงเลขฐาน 10 เป็นเลขฐาน 16
    base_convert() ใช้แปลงเลขฐาน จากฐานที่กำหนด เป็นเลขฐานที่กำหนด
  • _FILE_ ใช้คืนค่า ชื่อไฟล์ ที่กำลังทำงานอยู่
    _LINE_ ใช้คืนค่า บรรทัดที่ ที่กำลังเรียกใช้คำสั่งนี้
    _FUNCTION_ ใช้คืนค่า ชื่อฟังก์ชัน
    _CLASS_ ใช้คืนค่า ชื่อคลาส
    _METHOD_ ใช้คืนค่า ชื่อเมธอด
    PHP_VERSION ใช้คืนค่า version ของ php
    PHP_OS ใช้คืนค่า ระบบปฏิบัติการ
    PHP_SAPI ใช้คืนค่า ชื่อของ SAPI
  • func_name ( $param1, $param2, ..., $paramN ) ใช้ในการสร้าง function
    func_name ( $param = default_value ) ใช้ในการกำหนดค่าเริ่มต้นให้กับ parameter และหมายความว่า parameter ตรงนั้น
    func_name ( & $param ) เป็นการรับค่าแบบ reference คือการอ้างถึงตัวแปร
    return array ( value1, value2, ..., valueN ); เป็นการ return ค่าที่มากกว่า 1 ค่า โดยคืนค่าเป็น array
    $varname = "functionName"; ใช้ในการสร้างตัวแปรจาก function
    func_name ( ) ใช้สร้าง function แบบมี parameter ไม่จำกัด คือจะส่งค่า argument มากี่ตัวก็ได้
  • ตัวดำเนินการทางคณิตศาสตร์ ตัวดำเนินการทางคณิตศาสตร์
    ตัวดำเนินการการกำหนดค่า ตัวดำเนินการการกำหนดค่า
    ตัวดำเนินการเพิ่มค่าหรือลดค่า ตัวดำเนินการเพิ่มค่าหรือลดค่า
    ตัวดำเนินการเชิงเปรียบเทียบ ตัวดำเนินการเชิงเปรียบเทียบ
    ตัวดำเนินการเชิงตรรกะ ตัวดำเนินการเชิงตรรกะ
    ตัวดำเนินการเชิงข้อความ ตัวดำเนินการเชิงข้อความ
    ตัวดำเนินการเชิงอาร์เรย์ ตัวดำเนินการเชิงอาร์เรย์
    ตัวดำเนินการควบคุมความผิดพลาด ตัวดำเนินการควบคุมความผิดพลาด
    ตัวดำเนินการตรวจสอบ class ของ object ตัวดำเนินการตรวจสอบ class ของ object
  • คำสั่งควบคุมการทำงาน IF คำสั่ง if คือ ใช้ตรวจสอบเงื่อนไข ถ้าหากว่าเงื่อนไขเป็นจริง ก็จะทำตามคำสั่งที่กำหนด
    คำสั่งควบคุมการทำงาน IF ELSE คำสั่ง if คือ ใช้ตรวจสอบเงื่อนไข ถ้าหากว่าเงื่อนไขเป็นจริง ก็จะทำตามคำสั่งที่กำหนด
    คำสั่งควบคุมการทำงาน IF ELSE IF คำสั่ง if คือ ใช้ตรวจสอบเงื่อนไข ถ้าหากว่าเงื่อนไขเป็นจริง ก็จะทำตามคำสั่งที่กำหนด
    คำสั่งควบคุมการทำงาน NESTED IF คำสั่ง if คือ ใช้ตรวจสอบเงื่อนไข ถ้าหากว่าเงื่อนไขเป็นจริง ก็จะทำตามคำสั่งที่กำหนด
    คำสั่งควบคุมการทำงาน IF ELSEIF ENDIF คำสั่ง if คือ ใช้ตรวจสอบเงื่อนไข ถ้าหากว่าเงื่อนไขเป็นจริง ก็จะทำตามคำสั่งที่กำหนด
    คำสั่งควบคุมการทำงาน SWITCH CASE คำสั่ง switch case คือ จะตรวจสอบค่าของตัวแปร ถ้าตรงตามเงื่อนไขใดก็จะทำตามคำสั่งนั้นๆ จนกว่าจะเจอ คำสั่ง break
    คำสั่งควบคุมการทำงาน SWITCH CASE ENDSWITCH คำสั่ง switch case คือ จะตรวจสอบค่าของตัวแปร ถ้าตรงตามเงื่อนไขใดก็จะทำตามคำสั่งนั้นๆ จนกว่าจะเจอ คำสั่ง break
    คำสั่งควบคุมการทำงาน EXPRESSION คำสั่ง expression คือ ใช้กำหนดคำสั่งแบบมีเงื่อนไข
    คำสั่งควบคุมการทำงาน FOR คำสั่ง for คือ จะทำงานเมื่อเงื่อนไขเป็นจริง และจะจบการทำงานเมื่อเงื่อนไขเป็นเท็จ
    คำสั่งควบคุมการทำงาน FOR ENDFOR คำสั่ง for คือ จะทำงานเมื่อเงื่อนไขเป็นจริง และจะจบการทำงานเมื่อเงื่อนไขเป็นเท็จ
    คำสั่งควบคุมการทำงาน WHILE คำสั่ง while คือ จะทำงานเมื่อเงื่อนไขเป็นจริง และจะจบการทำงานเมื่อเงื่อนไขเป็นเท็จ
    คำสั่งควบคุมการทำงาน WHILE ENDWHILE คำสั่ง while คือ จะทำงานเมื่อเงื่อนไขเป็นจริง และจะจบการทำงานเมื่อเงื่อนไขเป็นเท็จ
    คำสั่งควบคุมการทำงาน DO WHILE คำสั่ง do while คือ จะทำงานก่อน 1 ครั้ง แล้วหลังจากนั้นจะทำงานก็ต่อเมื่อเงื่อนไขยังเป็นจริงอยู่
    คำสั่งการเข้าถึง value ใน array เป็นการเข้าถึง value ใน array ตั้งแต่ตัวแรกจนถึงตัวสุดท้าย
    คำสั่งการเข้าถึง index และ value ใน array เป็นการเข้าถึง index และ value ใน array ตั้งแต่ตัวแรกจนถึงตัวสุดท้าย โดยไม่จำเป็นต้องรู้ถึงลำดับ
 
Share This Subject Login with Facebook