| ABS ( expression ) | ใช้หาค่าสัมบูรณ์ของ expression ที่กำหนด |
|---|---|
| SIGN ( expression ) | ใช้ตรวจสอบว่า expression ที่กำหนดเป็น ค่าบวก ค่าลบ หรือค่าศูนย์ |
| MOD ( expression1, expression2 ) | ใช้หาค่าเศษที่เหลือจากการหาร ของ expression1 หารด้วย expression2 |
| FLOOR ( expression ) | ใช้ปัดเศษของ expression ให้มีค่าน้อยลง |
| CEILING ( expression ) | ใช้ปัดเศษของ expression ให้มีค่ามากขึ้น |
| ROUND ( expression ) | ใช้ปัดเศษทศนิยมของ expression ที่กำหนด |
| ROUND ( expression, decimal ) | ใช้ปัดเศษทศนิยมของ expression ให้เหลือจุดทศนิยม จำนวนตำแหน่ง decimal ที่กำหนด |
| TRUNCATE ( expression, decimal ) | ใช้ตัดเศษทศนิยมของ expression ทิ้ง ให้เหลือจุดทศนิยม จำนวนตำแหน่ง decimal ที่กำหนด |
| EXP ( num ) | ใช้หาค่า Exponential |
| LOG ( num ) | ใช้หาค่า ลอการิทึมธรรมชาติของ num ที่กำหนด |
| LOG10 ( num ) | ใช้หาค่า ลอการิทึมฐาน 10 ของ num ที่กำหนด |
| POW ( num1, num2 ) | ใช้หาค่า num1 ยกกำลัง num2 |
| POWER ( num1, num2 ) | ใช้หาค่า num1 ยกกำลัง num2 |
| SQRT ( num ) | ใช้หาค่ารากที่สองของ num |
| PI ( ) | ใช้หาค่าของ PI |
| COS ( num ) | ใช้หาค่ามุม radian ของ cosine ของ num ที่กำหนด |
| SIN ( num ) | ใช้หาค่ามุม radian ของ sine ของ num ที่กำหนด |
| TAN ( num ) | ใช้หาค่ามุม radian ของ tangent ของ num ที่กำหนด |
| ACOS ( num ) | ใช้หาค่ามุม radian ของ arccosine ของ num ที่กำหนด |
| ASIN ( num ) | ใช้หาค่ามุม radian ของ arcsine ของ num ที่กำหนด |
| ATAN ( num ) | ใช้หาค่ามุม radian ของ arctangent ของ num ที่กำหนด |
| ATAN2 ( numX, numY ) | ใช้หาค่ามุม radian ของ tangent ของ num x และ num y ที่กำหนด |
| RAND ( ) | ใช้สุ่มค่าตัวเลขระหว่าง 0 ถึง 1 |
| LEAST ( num1, num2, ..., numN ) | ใช้คืนค่า ค่าที่น้อยที่สุด |
| MIN ( num1, num2, ..., numN ) | ใช้คืนค่า ค่าที่น้อยที่สุด |
| GREATEST ( num1, num2, ..., numN ) | ใช้คืนค่า ค่าที่มากที่สุด |
| MAX ( num1, num2, ..., numN ) | ใช้คืนค่า ค่าที่มากที่สุด |
| DEGREES ( num ) | ใช้แปลงค่า radian ของ num ที่กำหนด ให้เป็น degrees |
| RADIANS ( num ) | ใช้แปลงค่า degrees ของ num ที่กำหนด ให้เป็น radians |
| ASCII ( char ) | ใช้คืนค่ารหัส ascii ของ char ที่กำหนด |
|---|---|
| ORD ( string ) | ใช้คืนค่ารหัส ascii ของ string (คือจะนำค่า ascii ของแต่ละตัวใน string มารวมกัน) |
| CONV ( num, from_base, to_base ) | ใช้แปลงค่า num ที่เป็นเลขฐาน from_base ให้เป็นเลขฐาน to_base |
| BIN ( num ) | ใช้แปลงค่า num ให้เป็นเลขฐาน 2 |
| OCT ( num ) | ใช้แปลงค่า num ให้เป็นเลขฐาน 8 |
| HEX ( num ) | ใช้แปลงค่า num ให้เป็นเลขฐาน 16 |
| CHAR ( num1, num2, ..., numN ) | ใช้แปลงค่า num1, num2, ..., numN ให้เป็นข้อความ โดยเปรียบเทียบค่าจาก รหัส ascii |
| CONCAT ( char1, char2, ..., charN ) | ใช้นำสตริงของ char1, char2, ..., charN นำมาต่อกัน |
| CONCAT_WS ( separator, char1, char2, ..., charN ) | ใช้นำสตริงของ char1, char2, ..., charN นำมาต่อกัน โดยมีตัวเชื่อมแต่ละสตริงตาม separator ที่กำหนด |
| LENGTH ( char ) | ใช้หาค่าความยาวของ char ที่กำหนด |
| OCTET_LENGTH ( char ) | ใช้หาค่าความยาวของ char ที่กำหนด |
| CHAR_LENGTH ( char ) | ใช้หาค่าความยาวของ char ที่กำหนด |
| CHARACTER_LENGTH ( char ) | ใช้หาค่าความยาวของ char ที่กำหนด |
| LOCATE ( word, sentence ) | ใช้คืนค่าตำแหน่งแรกที่พบค่าของ word ภายใน sentence โดยค้นหาจากซ้ายไปขวา |
| LOCATE ( word, sentence, start ) | ใช้คืนค่าตำแหน่งแรกที่พบค่าของ word ภายใน sentence โดยค้นหาจากซ้ายไปขวา |
| POSITION ( word IN sentence ) | ใช้คืนค่าตำแหน่งแรกที่พบค่าของ word ภายใน sentence โดยค้นหาจากซ้ายไปขวา |
| INSTR ( sentence, word ) | ใช้คืนค่าตำแหน่งแรกที่พบค่าของ word ภายใน sentence โดยค้นหาจากซ้ายไปขวา |
| LPAD ( sentence, length, word ) | ใช้คืนค่า sentence ที่มีขนาดจำนวนตัวอักษรเท่ากับ length |
| RPAD ( sentence, length, word ) | ใช้คืนค่า sentence ที่มีขนาดจำนวนตัวอักษรเท่ากับ length |
| LEFT ( sentence, length ) | ใช้คืนค่า sentence โดยจะตัดสตริงให้เหลือเพียงจำนวนตัวอักษร length โดยจะเริ่มนับจากทางซ้าย |
| RIGHT ( sentence, length ) | ใช้คืนค่า sentence โดยจะตัดสตริงให้เหลือเพียงจำนวนตัวอักษร length โดยจะเริ่มนับจากทางขวา |
| SUBSTRING ( sentence, position, length ) | ใช้ตัดสตริงของ sentence โดยจะเริ่มตัดจากตำแหน่ง position และตัดไปจำนวน length ตัวอักษร |
| SUBSTRING ( sentence FROM position FOR length ) | ใช้ตัดสตริงของ sentence โดยจะเริ่มตัดจากตำแหน่ง position และตัดไปจำนวน length ตัวอักษร |
| MID ( sentence, position, length ) | ใช้ตัดสตริงของ sentence โดยจะเริ่มตัดจากตำแหน่ง position และตัดไปจำนวน length ตัวอักษร |
| SUBSTRING ( sentence, position ) | ใช้ตัดสตริงของ sentence โดยจะเริ่มตัดจากตำแหน่ง position และตัดจนจบประโยค |
| SUBSTRING ( sentence FROM position ) | ใช้ตัดสตริงของ sentence โดยจะเริ่มตัดจากตำแหน่ง position และตัดจนจบประโยค |
| SUBSTRING_INDEX ( sentence, delimeter, count ) | ใช้ตัดสตริงของ sentence โดยมีรูปแบบของการตัด |
| LTRIM ( sentence ) | ใช้ต้ดช่องว่างทางซ้ายของ sentence ออกไป |
| RTRIM ( sentence ) | ใช้ต้ดช่องว่างทางขวาของ sentence ออกไป |
| TRIM ( sentence ) | ใช้ต้ดช่องว่างทางซ้ายและทางขวาของ sentence ออกไป |
| SPACE ( num ) | ใช้กำหนดให้มีช่องว่างจำนวน num ตัวอักษร |
| REPLACE ( sentence, word, replacement ) | ใช้ค้นหาค่าของ word ภายใน sentence แล้วแทนที่ word นั้นด้วยค่า replacement |
| REPEAT ( sentence, count ) | ใช้คืนค่า sentence จำนวน count ครั้ง |
| REVERSE ( sentence ) | ใช้สลับค่าของ sentence โดยจะสลับจากหน้าไปหลัง และจากหลังไปหน้า |
| INSERT ( sentence, position, length, word ) | ใช้แทนที่ค่าของ word เข้าไปใน sentence ที่กำหนด |
| ELT ( index, char1, char2, ..., charN ) | ใช้คืนค่าของสตริง โดยถ้า index = 1 จะคืนค่า char1, ถ้า index = 2 จะคืนค่า char2, ถ้า index = N จะคืนค่า charN |
| FIELD ( word, char1, char2, ..., charN ) | ใช้คืนค่าของ ตำแหน่ง โดยถ้า word = char1 จะคืนค่า 1, ถ้า word = char2 จะคืนค่า 2, ถ้า word = charN จะคืนค่า N |
| FIELD_IN_SET ( word, list ) | ใช้คืนค่าว่า word เป็นค่าข้อมูลที่เท่าใดภายใน list |
| LCASE ( sentence ) | ใช้แปลงค่าตัวอักษรภายใน sentence ให้เป็น ตัวพิมพ์เล็กทั้งหมด |
| LOWER ( sentence ) | ใช้แปลงค่าตัวอักษรภายใน sentence ให้เป็น ตัวพิมพ์เล็กทั้งหมด |
| UCASE ( sentence ) | ใช้แปลงค่าตัวอักษรภายใน sentence ให้เป็น ตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด |
| UPPER ( sentence ) | ใช้แปลงค่าตัวอักษรภายใน sentence ให้เป็น ตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด |
| LOAD_FILE ( filename ) | ใช้อ่านข้อมูลที่อยู่ใน filename ที่กำหนด |
| DAYOFWEEK ( date ) | ใช้คืนค่า วันที่ในสัปดาห์ โดยค่าที่เป็นไปได้ได้แก่ 1 ถึง 7 คือเรียงจาก 1=อาทิตย์ จนถึง 7=เสาร์ |
|---|---|
| WEEKDAY ( date ) | ใช้คืนค่า วันที่ในสัปดาห์ โดยค่าที่เป็นไปได้ได้แก่ 0 ถึง 6 คือเรียงจาก 0=จันทร์ จนถึง 6=อาทิตย์ |
| DAYOFMONTH ( date ) | ใช้คืนค่าวันที่ของเดือน โดยค่าที่เป็นไปได้ได้แก่ 1 ถึง 31 |
| DAYOFYEAR ( date ) | ใช้คืนค่าวันที่ของปี โดยค่าที่เป็นไปได้ได้แก่ 1 ถึง 366 |
| MONTH ( date ) | ใช้คืนค่าเดือนที่ของปี โดยค่าที่เป็นไปได้ได้แก่ 1 ถึง 12 |
| DAYNAME ( date ) | ใช้คืนค่าชื่อวัน โดยค่าที่เป็นไปได้ได้แก่ Sunday,...,Saturday |
| MONTHNAME ( date ) | ใช้คืนค่าชื่อเดือน โดยค่าที่เป็นไปได้ได้แก่ January,...,December |
| QUARTER ( date ) | ใช้คืนค่าไตรมาสที่ของปี โดยค่าที่เป็นไปได้ได้แก่ 1 ถึง 4 |
| WEEK ( date ) | ใช้คืนค่าสัปดาห์ที่ของปี โดยค่าที่เป็นไปได้ได้แก่ 0 ถึง 53 |
| YEAR ( date ) | ใช้คืนค่าปีคริสต์ศักราช โดยค่าที่เป็นไปได้ได้แก่ 1000 ถึง 9999 |
| YEARWEEK ( date ) | ใช้คืนค่าปีคริสต์ศักราช และลำดับที่ของสัปดาห์ |
| HOUR ( time ) | ใช้คืนค่าชั่วโมงที่ โดยค่าที่เป็นไปได้ได้แก่ 0 ถึง 23 |
| MINUTE ( time ) | ใช้คืนค่านาทีที่ โดยค่าที่เป็นไปได้ได้แก่ 0 ถึง 59 |
| SECOND ( time ) | ใช้คืนค่าวินาทีที่ โดยค่าที่เป็นไปได้ได้แก่ 0 ถึง 59 |
| DATE_ADD ( date, INTERVAL num datepart ) | ใช้เพิ่มวันที่หรือเวลาตามส่วน datepart ที่กำหนด โดยจะเพิ่มเข้าไปจำนวน num หน่วย |
| DATE_SUB ( date, INTERVAL num datepart ) | ใช้หักลบวันที่หรือเวลาตามส่วน datepart ที่กำหนด โดยจะเพิ่มเข้าไปจำนวน num หน่วย |
| ADDDATE ( date, INTERVAL num datepart ) | ใช้เพิ่มวันที่หรือเวลาตามส่วน datepart ที่กำหนด โดยจะเพิ่มเข้าไปจำนวน num หน่วย |
| SUBDATE ( date, INTERVAL num datepart ) | ใช้หักลบวันที่หรือเวลาตามส่วน datepart ที่กำหนด โดยจะเพิ่มเข้าไปจำนวน num หน่วย |
| DATE_FORMAT ( date, format ) | ใช้จัดรูปแบบวันที่ให้เป็นไปตาม format ที่กำหนด |
| TIME_FORMAT ( time, format ) | ใช้จัดรูปแบบเวลาให้เป็นไปตาม format ที่กำหนด |
| CURDATE ( ) | ใช้คืนค่าวันที่ปัจจุบัน โดยมีรูปแบบคือ YYYY-MM-DD หรือ YYYYMMDD |
| CURRENT_DATE ( ) | ใช้คืนค่าวันที่ปัจจุบัน โดยมีรูปแบบคือ YYYY-MM-DD หรือ YYYYMMDD |
| CURTIME ( ) | ใช้คืนค่าเวลาปัจจุบัน โดยมีรูปแบบคือ HH:MM:SS หรือ HHMMSS |
| CURRENT_TIME ( ) | ใช้คืนค่าเวลาปัจจุบัน โดยมีรูปแบบคือ HH:MM:SS หรือ HHMMSS |
| NOW ( ) | ใช้คืนค่าวันที่และเวลาปัจจุบัน โดยมีรูปแบบคือ YYYY-MM-DD HH:MM:SS หรือ YYYYMMDDHHMMSS |
| SYSDATE ( ) | ใช้คืนค่าวันที่และเวลาปัจจุบัน โดยมีรูปแบบคือ YYYY-MM-DD HH:MM:SS หรือ YYYYMMDDHHMMSS |
| CURRENT_TIMESTAMP ( ) | ใช้คืนค่าวันที่และเวลาปัจจุบัน โดยมีรูปแบบคือ YYYY-MM-DD HH:MM:SS หรือ YYYYMMDDHHMMSS |
| UNIX_TIMESTAMP ( ) | ใช้คืนค่า timestamp ของวันที่และเวลาปัจจุบัน |
| UNIX_TIMESTAMP ( date ) | ใช้คืนค่า timestamp ของวันที่และเวลาที่กำหนด |
| FROM_UNIXTIME ( unix_timestamp ) | ใช้คืนค่า วันที่และเวลา จาก unix timestamp ที่กำหนด |
| FROM_UNIXTIME ( unix_timestamp, format ) | ใช้คืนค่า วันที่และเวลา จาก unix timestamp ที่กำหนด |
| SEC_TO_TIME ( seconds ) | ใช้แปลงค่าจากจำนวนวินาทีที่กำหนด ให้อยู่ในรูปแบบ HH:MM:SS หรือ HHMMSS |
| TIME_TO_SEC ( time ) | ใช้คืนค่าจำนวนวินาทีจาก time ที่กำหนด |
| ISNULL ( expression ) | ใช้ตรวจสอบว่า expression ที่กำหนดเป็นค่า NULL ใช่หรือไม่ |
|---|---|
| COALESCE ( ) | ใช้คืนค่า ค่าข้อมูลของ expression ตัวแรก ที่ไม่ใช่ค่า NULL หรือคืนค่า NULL ถ้า expression ทั้งหมดเป็นค่า NULL |
| INTERVAL ( ) | ใช้คืนค่า 0 ถ้า expression1 < expression2 คืนค่า 1 ถ้า expression2 < expression3 และจะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆจนกว่าจะถึงค่าสุดท้าย |
| STRCMP ( expression1, expression2 ) | ใช้เปรียบเทียบสตริง |
| IFNULL ( expression1, expression2 ) | ใช้ตรวจสอบว่า expression1 เป็นค่า NULL ใช่หรือไม่ |
|---|---|
| NULLIF ( expression1, expression2 ) | ใช้คืนค่า NULL ถ้าหากว่า expression1 และ expression2 มีค่าเท่ากัน |
| IF ( ) | เป็นเงื่อนไข โดยถ้า expression boolean คืนค่า true กลับมา |
| CASE WHEN THEN ELSE END | ใช้กำหนดเงื่อนไขของ expression ให้มีหลายๆเงื่อนไข |
| DATABASE ( ) | ใช้คืนค่าชื่อฐานข้อมูลที่ติดต่ออยู่ |
|---|---|
| USER ( ) | ใช้คืนค่า username ที่ติดต่ออยู่ |
| SYSTEM_USER ( ) | ใช้คืนค่า username ที่ติดต่ออยู่ |
| SESSION_USER ( ) | ใช้คืนค่า username ที่ติดต่ออยู่ |
| PASSWORD ( char ) | ใช้เข้ารหัส ด้วย function password |
| ENCRYPT ( char ) | ใช้เข้ารหัสด้วย function encrypt |
| ENCODE ( char, code ) | ใช้เข้ารหัสด้วย function encode โดยมีการกำหนด code ด้วย |
| DECODE ( char, code ) | ใช้ถอดรหัสด้วย function decode ซึ่งเป็นการถอดรหัสของค่าที่ได้จากการเข้ารหัส encode โดยมีการกำหนด code ด้วย |
| MD5 ( char ) | ให้เข้ารหัสด้วย function md5 โดยค่าที่จะได้คือ เลขฐานสิบหก ความยาว 32 ตัวอักษร |
| LAST_INSERT_ID ( ) | ใช้คืนค่า id ล่าสุด ที่มีการ insert ข้อมูล ซึ่ง id นั้นจะต้องเป็น field แบบ auto increment |
| FORMAT ( num, decimal ) | ใช้จัดรูปแบบการแสดงผลตัวเลข แบบมี comma ทุกๆ 3 หลักของตัวเลข โดยมีการกำหนดจุดทศนิยมไว้ด้วย |
| VERSION ( ) | ใช้คืนค่า version ของ mysql |
| CONNECTION_ID ( ) | ใช้คืนค่า id ของการเชื่อมต่อฐานข้อมูล |
| COUNT ( column_name ) | ใช้นับจำนวนแถวทั้งหมด แต่จะไม่นับค่าข้อมูลที่เป็น NULL โดยค่าที่คืนกลับมาจะเป็นชนิด int |
|---|---|
| SUM ( column_name ) | ใช้หาผลรวมของค่าข้อมูลในทุกแถว |
| AVG ( column_name ) | ใช้หาค่าเฉลี่ยของค่าข้อมูลในทุกแถว |
| MAX ( column_name ) | ใช้หาค่าสูงสุด เมื่อเทียบกับค่าข้อมูลในทุกแถว ถ้าใช้กับข้อมูลที่เป็นตัวอักษร จะแสดงผลแถวแรกสุด |
| MIN ( column_name ) | ใช้หาค่าต่ำสุด เมื่อเทียบกับค่าข้อมูลในทุกแถว ถ้าใช้กับข้อมูลที่เป็นตัวอักษร จะแสดงผลแถวท้ายสุด |
| STDEV ( column_name ) | ใช้หาค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ของค่าข้อมูลในทุกแถว |
| STDEVP ( column_name ) | ใช้หาค่าส่วนเบี่ยงเบนฐานนิยม ของค่าข้อมูลในทุกแถว |
| VAR ( column_name ) | ใช้หาค่าความแปรปรวน ของค่าข้อมูลในทุกแถว |
| VARP ( column_name ) | ใช้หาค่าความแปรปรวนฐานนิยม ของค่าข้อมูลในทุกแถว |