MySQL E-Learning Programming : สอน คำสั่ง ของ MySQL, เรียน คำสั่ง ของ MySQL
 

Reference

Reference ในเว็บไซต์ Function.in.th เป็นการนำเสนอความรู้ในรูปแบบของแหล่งอ้างอิงของคำสั่งต่าง ๆ ที่ใช้ในการเขียนโปรแกรม โดยผู้ที่สนใจสามารถเข้ามาเรียนรู้การใช้งานคำสั่งของการเขียนโปรแกรมเหล่านี้ได้ ผ่านทาง URL code.function.in.th ทั้งนี้ผู้อ่านยังสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นบนเนื้อหาที่มีสอนได้ ซึ่งถือเป็นการส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความรู้ระหว่างผู้อ่านด้วยกันเอง
  • ABS ( expression ) ใช้หาค่าสัมบูรณ์ของ expression ที่กำหนด
    SIGN ( expression ) ใช้ตรวจสอบว่า expression ที่กำหนดเป็น ค่าบวก ค่าลบ หรือค่าศูนย์
    MOD ( expression1, expression2 ) ใช้หาค่าเศษที่เหลือจากการหาร ของ expression1 หารด้วย expression2
    FLOOR ( expression ) ใช้ปัดเศษของ expression ให้มีค่าน้อยลง
    CEILING ( expression ) ใช้ปัดเศษของ expression ให้มีค่ามากขึ้น
    ROUND ( expression ) ใช้ปัดเศษทศนิยมของ expression ที่กำหนด
    ROUND ( expression, decimal ) ใช้ปัดเศษทศนิยมของ expression ให้เหลือจุดทศนิยม จำนวนตำแหน่ง decimal ที่กำหนด
    TRUNCATE ( expression, decimal ) ใช้ตัดเศษทศนิยมของ expression ทิ้ง ให้เหลือจุดทศนิยม จำนวนตำแหน่ง decimal ที่กำหนด
    EXP ( num ) ใช้หาค่า Exponential
    LOG ( num ) ใช้หาค่า ลอการิทึมธรรมชาติของ num ที่กำหนด
    LOG10 ( num ) ใช้หาค่า ลอการิทึมฐาน 10 ของ num ที่กำหนด
    POW ( num1, num2 ) ใช้หาค่า num1 ยกกำลัง num2
    POWER ( num1, num2 ) ใช้หาค่า num1 ยกกำลัง num2
    SQRT ( num ) ใช้หาค่ารากที่สองของ num
    PI ( ) ใช้หาค่าของ PI
    COS ( num ) ใช้หาค่ามุม radian ของ cosine ของ num ที่กำหนด
    SIN ( num ) ใช้หาค่ามุม radian ของ sine ของ num ที่กำหนด
    TAN ( num ) ใช้หาค่ามุม radian ของ tangent ของ num ที่กำหนด
    ACOS ( num ) ใช้หาค่ามุม radian ของ arccosine ของ num ที่กำหนด
    ASIN ( num ) ใช้หาค่ามุม radian ของ arcsine ของ num ที่กำหนด
    ATAN ( num ) ใช้หาค่ามุม radian ของ arctangent ของ num ที่กำหนด
    ATAN2 ( numX, numY ) ใช้หาค่ามุม radian ของ tangent ของ num x และ num y ที่กำหนด
    RAND ( ) ใช้สุ่มค่าตัวเลขระหว่าง 0 ถึง 1
    LEAST ( num1, num2, ..., numN ) ใช้คืนค่า ค่าที่น้อยที่สุด
    MIN ( num1, num2, ..., numN ) ใช้คืนค่า ค่าที่น้อยที่สุด
    GREATEST ( num1, num2, ..., numN ) ใช้คืนค่า ค่าที่มากที่สุด
    MAX ( num1, num2, ..., numN ) ใช้คืนค่า ค่าที่มากที่สุด
    DEGREES ( num ) ใช้แปลงค่า radian ของ num ที่กำหนด ให้เป็น degrees
    RADIANS ( num ) ใช้แปลงค่า degrees ของ num ที่กำหนด ให้เป็น radians
  • ASCII ( char ) ใช้คืนค่ารหัส ascii ของ char ที่กำหนด
    ORD ( string ) ใช้คืนค่ารหัส ascii ของ string (คือจะนำค่า ascii ของแต่ละตัวใน string มารวมกัน)
    CONV ( num, from_base, to_base ) ใช้แปลงค่า num ที่เป็นเลขฐาน from_base ให้เป็นเลขฐาน to_base
    BIN ( num ) ใช้แปลงค่า num ให้เป็นเลขฐาน 2
    OCT ( num ) ใช้แปลงค่า num ให้เป็นเลขฐาน 8
    HEX ( num ) ใช้แปลงค่า num ให้เป็นเลขฐาน 16
    CHAR ( num1, num2, ..., numN ) ใช้แปลงค่า num1, num2, ..., numN ให้เป็นข้อความ โดยเปรียบเทียบค่าจาก รหัส ascii
    CONCAT ( char1, char2, ..., charN ) ใช้นำสตริงของ char1, char2, ..., charN นำมาต่อกัน
    CONCAT_WS ( separator, char1, char2, ..., charN ) ใช้นำสตริงของ char1, char2, ..., charN นำมาต่อกัน โดยมีตัวเชื่อมแต่ละสตริงตาม separator ที่กำหนด
    LENGTH ( char ) ใช้หาค่าความยาวของ char ที่กำหนด
    OCTET_LENGTH ( char ) ใช้หาค่าความยาวของ char ที่กำหนด
    CHAR_LENGTH ( char ) ใช้หาค่าความยาวของ char ที่กำหนด
    CHARACTER_LENGTH ( char ) ใช้หาค่าความยาวของ char ที่กำหนด
    LOCATE ( word, sentence ) ใช้คืนค่าตำแหน่งแรกที่พบค่าของ word ภายใน sentence โดยค้นหาจากซ้ายไปขวา
    LOCATE ( word, sentence, start ) ใช้คืนค่าตำแหน่งแรกที่พบค่าของ word ภายใน sentence โดยค้นหาจากซ้ายไปขวา
    POSITION ( word IN sentence ) ใช้คืนค่าตำแหน่งแรกที่พบค่าของ word ภายใน sentence โดยค้นหาจากซ้ายไปขวา
    INSTR ( sentence, word ) ใช้คืนค่าตำแหน่งแรกที่พบค่าของ word ภายใน sentence โดยค้นหาจากซ้ายไปขวา
    LPAD ( sentence, length, word ) ใช้คืนค่า sentence ที่มีขนาดจำนวนตัวอักษรเท่ากับ length
    RPAD ( sentence, length, word ) ใช้คืนค่า sentence ที่มีขนาดจำนวนตัวอักษรเท่ากับ length
    LEFT ( sentence, length ) ใช้คืนค่า sentence โดยจะตัดสตริงให้เหลือเพียงจำนวนตัวอักษร length โดยจะเริ่มนับจากทางซ้าย
    RIGHT ( sentence, length ) ใช้คืนค่า sentence โดยจะตัดสตริงให้เหลือเพียงจำนวนตัวอักษร length โดยจะเริ่มนับจากทางขวา
    SUBSTRING ( sentence, position, length ) ใช้ตัดสตริงของ sentence โดยจะเริ่มตัดจากตำแหน่ง position และตัดไปจำนวน length ตัวอักษร
    SUBSTRING ( sentence FROM position FOR length ) ใช้ตัดสตริงของ sentence โดยจะเริ่มตัดจากตำแหน่ง position และตัดไปจำนวน length ตัวอักษร
    MID ( sentence, position, length ) ใช้ตัดสตริงของ sentence โดยจะเริ่มตัดจากตำแหน่ง position และตัดไปจำนวน length ตัวอักษร
    SUBSTRING ( sentence, position ) ใช้ตัดสตริงของ sentence โดยจะเริ่มตัดจากตำแหน่ง position และตัดจนจบประโยค
    SUBSTRING ( sentence FROM position ) ใช้ตัดสตริงของ sentence โดยจะเริ่มตัดจากตำแหน่ง position และตัดจนจบประโยค
    SUBSTRING_INDEX ( sentence, delimeter, count ) ใช้ตัดสตริงของ sentence โดยมีรูปแบบของการตัด
    LTRIM ( sentence ) ใช้ต้ดช่องว่างทางซ้ายของ sentence ออกไป
    RTRIM ( sentence ) ใช้ต้ดช่องว่างทางขวาของ sentence ออกไป
    TRIM ( sentence ) ใช้ต้ดช่องว่างทางซ้ายและทางขวาของ sentence ออกไป
    SPACE ( num ) ใช้กำหนดให้มีช่องว่างจำนวน num ตัวอักษร
    REPLACE ( sentence, word, replacement ) ใช้ค้นหาค่าของ word ภายใน sentence แล้วแทนที่ word นั้นด้วยค่า replacement
    REPEAT ( sentence, count ) ใช้คืนค่า sentence จำนวน count ครั้ง
    REVERSE ( sentence ) ใช้สลับค่าของ sentence โดยจะสลับจากหน้าไปหลัง และจากหลังไปหน้า
    INSERT ( sentence, position, length, word ) ใช้แทนที่ค่าของ word เข้าไปใน sentence ที่กำหนด
    ELT ( index, char1, char2, ..., charN ) ใช้คืนค่าของสตริง โดยถ้า index = 1 จะคืนค่า char1, ถ้า index = 2 จะคืนค่า char2, ถ้า index = N จะคืนค่า charN
    FIELD ( word, char1, char2, ..., charN ) ใช้คืนค่าของ ตำแหน่ง โดยถ้า word = char1 จะคืนค่า 1, ถ้า word = char2 จะคืนค่า 2, ถ้า word = charN จะคืนค่า N
    FIELD_IN_SET ( word, list ) ใช้คืนค่าว่า word เป็นค่าข้อมูลที่เท่าใดภายใน list
    LCASE ( sentence ) ใช้แปลงค่าตัวอักษรภายใน sentence ให้เป็น ตัวพิมพ์เล็กทั้งหมด
    LOWER ( sentence ) ใช้แปลงค่าตัวอักษรภายใน sentence ให้เป็น ตัวพิมพ์เล็กทั้งหมด
    UCASE ( sentence ) ใช้แปลงค่าตัวอักษรภายใน sentence ให้เป็น ตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด
    UPPER ( sentence ) ใช้แปลงค่าตัวอักษรภายใน sentence ให้เป็น ตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด
    LOAD_FILE ( filename ) ใช้อ่านข้อมูลที่อยู่ใน filename ที่กำหนด
  • DAYOFWEEK ( date ) ใช้คืนค่า วันที่ในสัปดาห์ โดยค่าที่เป็นไปได้ได้แก่ 1 ถึง 7 คือเรียงจาก 1=อาทิตย์ จนถึง 7=เสาร์
    WEEKDAY ( date ) ใช้คืนค่า วันที่ในสัปดาห์ โดยค่าที่เป็นไปได้ได้แก่ 0 ถึง 6 คือเรียงจาก 0=จันทร์ จนถึง 6=อาทิตย์
    DAYOFMONTH ( date ) ใช้คืนค่าวันที่ของเดือน โดยค่าที่เป็นไปได้ได้แก่ 1 ถึง 31
    DAYOFYEAR ( date ) ใช้คืนค่าวันที่ของปี โดยค่าที่เป็นไปได้ได้แก่ 1 ถึง 366
    MONTH ( date ) ใช้คืนค่าเดือนที่ของปี โดยค่าที่เป็นไปได้ได้แก่ 1 ถึง 12
    DAYNAME ( date ) ใช้คืนค่าชื่อวัน โดยค่าที่เป็นไปได้ได้แก่ Sunday,...,Saturday
    MONTHNAME ( date ) ใช้คืนค่าชื่อเดือน โดยค่าที่เป็นไปได้ได้แก่ January,...,December
    QUARTER ( date ) ใช้คืนค่าไตรมาสที่ของปี โดยค่าที่เป็นไปได้ได้แก่ 1 ถึง 4
    WEEK ( date ) ใช้คืนค่าสัปดาห์ที่ของปี โดยค่าที่เป็นไปได้ได้แก่ 0 ถึง 53
    YEAR ( date ) ใช้คืนค่าปีคริสต์ศักราช โดยค่าที่เป็นไปได้ได้แก่ 1000 ถึง 9999
    YEARWEEK ( date ) ใช้คืนค่าปีคริสต์ศักราช และลำดับที่ของสัปดาห์
    HOUR ( time ) ใช้คืนค่าชั่วโมงที่ โดยค่าที่เป็นไปได้ได้แก่ 0 ถึง 23
    MINUTE ( time ) ใช้คืนค่านาทีที่ โดยค่าที่เป็นไปได้ได้แก่ 0 ถึง 59
    SECOND ( time ) ใช้คืนค่าวินาทีที่ โดยค่าที่เป็นไปได้ได้แก่ 0 ถึง 59
    DATE_ADD ( date, INTERVAL num datepart ) ใช้เพิ่มวันที่หรือเวลาตามส่วน datepart ที่กำหนด โดยจะเพิ่มเข้าไปจำนวน num หน่วย
    DATE_SUB ( date, INTERVAL num datepart ) ใช้หักลบวันที่หรือเวลาตามส่วน datepart ที่กำหนด โดยจะเพิ่มเข้าไปจำนวน num หน่วย
    ADDDATE ( date, INTERVAL num datepart ) ใช้เพิ่มวันที่หรือเวลาตามส่วน datepart ที่กำหนด โดยจะเพิ่มเข้าไปจำนวน num หน่วย
    SUBDATE ( date, INTERVAL num datepart ) ใช้หักลบวันที่หรือเวลาตามส่วน datepart ที่กำหนด โดยจะเพิ่มเข้าไปจำนวน num หน่วย
    DATE_FORMAT ( date, format ) ใช้จัดรูปแบบวันที่ให้เป็นไปตาม format ที่กำหนด
    TIME_FORMAT ( time, format ) ใช้จัดรูปแบบเวลาให้เป็นไปตาม format ที่กำหนด
    CURDATE ( ) ใช้คืนค่าวันที่ปัจจุบัน โดยมีรูปแบบคือ YYYY-MM-DD หรือ YYYYMMDD
    CURRENT_DATE ( ) ใช้คืนค่าวันที่ปัจจุบัน โดยมีรูปแบบคือ YYYY-MM-DD หรือ YYYYMMDD
    CURTIME ( ) ใช้คืนค่าเวลาปัจจุบัน โดยมีรูปแบบคือ HH:MM:SS หรือ HHMMSS
    CURRENT_TIME ( ) ใช้คืนค่าเวลาปัจจุบัน โดยมีรูปแบบคือ HH:MM:SS หรือ HHMMSS
    NOW ( ) ใช้คืนค่าวันที่และเวลาปัจจุบัน โดยมีรูปแบบคือ YYYY-MM-DD HH:MM:SS หรือ YYYYMMDDHHMMSS
    SYSDATE ( ) ใช้คืนค่าวันที่และเวลาปัจจุบัน โดยมีรูปแบบคือ YYYY-MM-DD HH:MM:SS หรือ YYYYMMDDHHMMSS
    CURRENT_TIMESTAMP ( ) ใช้คืนค่าวันที่และเวลาปัจจุบัน โดยมีรูปแบบคือ YYYY-MM-DD HH:MM:SS หรือ YYYYMMDDHHMMSS
    UNIX_TIMESTAMP ( ) ใช้คืนค่า timestamp ของวันที่และเวลาปัจจุบัน
    UNIX_TIMESTAMP ( date ) ใช้คืนค่า timestamp ของวันที่และเวลาที่กำหนด
    FROM_UNIXTIME ( unix_timestamp ) ใช้คืนค่า วันที่และเวลา จาก unix timestamp ที่กำหนด
    FROM_UNIXTIME ( unix_timestamp, format ) ใช้คืนค่า วันที่และเวลา จาก unix timestamp ที่กำหนด
    SEC_TO_TIME ( seconds ) ใช้แปลงค่าจากจำนวนวินาทีที่กำหนด ให้อยู่ในรูปแบบ HH:MM:SS หรือ HHMMSS
    TIME_TO_SEC ( time ) ใช้คืนค่าจำนวนวินาทีจาก time ที่กำหนด
  • ISNULL ( expression ) ใช้ตรวจสอบว่า expression ที่กำหนดเป็นค่า NULL ใช่หรือไม่
    COALESCE ( ) ใช้คืนค่า ค่าข้อมูลของ expression ตัวแรก ที่ไม่ใช่ค่า NULL หรือคืนค่า NULL ถ้า expression ทั้งหมดเป็นค่า NULL
    INTERVAL ( ) ใช้คืนค่า 0 ถ้า expression1 < expression2 คืนค่า 1 ถ้า expression2 < expression3 และจะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆจนกว่าจะถึงค่าสุดท้าย
    STRCMP ( expression1, expression2 ) ใช้เปรียบเทียบสตริง
  • IFNULL ( expression1, expression2 ) ใช้ตรวจสอบว่า expression1 เป็นค่า NULL ใช่หรือไม่
    NULLIF ( expression1, expression2 ) ใช้คืนค่า NULL ถ้าหากว่า expression1 และ expression2 มีค่าเท่ากัน
    IF ( ) เป็นเงื่อนไข โดยถ้า expression boolean คืนค่า true กลับมา
    CASE WHEN THEN ELSE END ใช้กำหนดเงื่อนไขของ expression ให้มีหลายๆเงื่อนไข
  • DATABASE ( ) ใช้คืนค่าชื่อฐานข้อมูลที่ติดต่ออยู่
    USER ( ) ใช้คืนค่า username ที่ติดต่ออยู่
    SYSTEM_USER ( ) ใช้คืนค่า username ที่ติดต่ออยู่
    SESSION_USER ( ) ใช้คืนค่า username ที่ติดต่ออยู่
    PASSWORD ( char ) ใช้เข้ารหัส ด้วย function password
    ENCRYPT ( char ) ใช้เข้ารหัสด้วย function encrypt
    ENCODE ( char, code ) ใช้เข้ารหัสด้วย function encode โดยมีการกำหนด code ด้วย
    DECODE ( char, code ) ใช้ถอดรหัสด้วย function decode ซึ่งเป็นการถอดรหัสของค่าที่ได้จากการเข้ารหัส encode โดยมีการกำหนด code ด้วย
    MD5 ( char ) ให้เข้ารหัสด้วย function md5 โดยค่าที่จะได้คือ เลขฐานสิบหก ความยาว 32 ตัวอักษร
    LAST_INSERT_ID ( ) ใช้คืนค่า id ล่าสุด ที่มีการ insert ข้อมูล ซึ่ง id นั้นจะต้องเป็น field แบบ auto increment
    FORMAT ( num, decimal ) ใช้จัดรูปแบบการแสดงผลตัวเลข แบบมี comma ทุกๆ 3 หลักของตัวเลข โดยมีการกำหนดจุดทศนิยมไว้ด้วย
    VERSION ( ) ใช้คืนค่า version ของ mysql
    CONNECTION_ID ( ) ใช้คืนค่า id ของการเชื่อมต่อฐานข้อมูล
  • COUNT ( column_name ) ใช้นับจำนวนแถวทั้งหมด แต่จะไม่นับค่าข้อมูลที่เป็น NULL โดยค่าที่คืนกลับมาจะเป็นชนิด int
    SUM ( column_name ) ใช้หาผลรวมของค่าข้อมูลในทุกแถว
    AVG ( column_name ) ใช้หาค่าเฉลี่ยของค่าข้อมูลในทุกแถว
    MAX ( column_name ) ใช้หาค่าสูงสุด เมื่อเทียบกับค่าข้อมูลในทุกแถว ถ้าใช้กับข้อมูลที่เป็นตัวอักษร จะแสดงผลแถวแรกสุด
    MIN ( column_name ) ใช้หาค่าต่ำสุด เมื่อเทียบกับค่าข้อมูลในทุกแถว ถ้าใช้กับข้อมูลที่เป็นตัวอักษร จะแสดงผลแถวท้ายสุด
    STDEV ( column_name ) ใช้หาค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ของค่าข้อมูลในทุกแถว
    STDEVP ( column_name ) ใช้หาค่าส่วนเบี่ยงเบนฐานนิยม ของค่าข้อมูลในทุกแถว
    VAR ( column_name ) ใช้หาค่าความแปรปรวน ของค่าข้อมูลในทุกแถว
    VARP ( column_name ) ใช้หาค่าความแปรปรวนฐานนิยม ของค่าข้อมูลในทุกแถว
 
Share This Subject Login with Facebook