Java E-Learning Programming : สอน class และ method ของ Java, เรียน class และ method ของ Java
 

Reference

Reference ในเว็บไซต์ Function.in.th เป็นการนำเสนอความรู้ในรูปแบบของแหล่งอ้างอิงของคำสั่งต่าง ๆ ที่ใช้ในการเขียนโปรแกรม โดยผู้ที่สนใจสามารถเข้ามาเรียนรู้การใช้งานคำสั่งของการเขียนโปรแกรมเหล่านี้ได้ ผ่านทาง URL code.function.in.th ทั้งนี้ผู้อ่านยังสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นบนเนื้อหาที่มีสอนได้ ซึ่งถือเป็นการส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความรู้ระหว่างผู้อ่านด้วยกันเอง
  • ชนิดตัวแปรในภาษา Java Programming ได้แก่ object, string, byte, short, int, long, float เป็นต้น
    การประกาศตัวแปร และค่าคงที่ ในภาษา Java Programming การประกาศตัวแปร และค่าคงที่ ในภาษา Java Programming
    ตัวแปรชนิด Array ในภาษา Java Programming ตัวแปรชนิด Array ในภาษา Java Programming
    Escape Sequence ได้แก่ backspace, tab, line feed เป็นต้น
    try catch finally ใช้ในการป้องกัน การเกิดความผิดพลาดขึ้น
    การสร้าง package ใช้ในการสร้าง package
    การเรียกใช้ package การเรียกใช้ package
  • ชนิดของ class ได้แก่ concrete class, abstract class และ interface
    คุณลักษณะของ Concrete Class เป็น Class ทั่วๆไป ที่สามารถสร้าง Object ได้
    คุณลักษณะของ Abstract Class เป็น class ที่สร้างขึ้นมาเพื่อเป็น SuperClass โดยเฉพาะ
    คุณลักษณะของ Interface จะมีเพียง attribute และ abstract method เท่านั้น
    ชนิดของ Inner Class ในภาษา Java ได้แก่ static nested class, anonymous class, local class และ member class
    คุณลักษณะของ static nested class เป็น class ที่อยู่ภายใน class อื่นๆ โดยมีการระบุ keyword static
    คุณลักษณะของ anonymous class เป็นเหมือนการระบุการทำงานของ method ใหม่
    คุณลักษณะของ local class เป็น class ที่สร้างขึ้นภายใน Block การทำงานใด
    คุณลักษณะของ member class เป็น class ที่อยู่ภายใน class อื่นๆ โดยไม่มีการระบุ static
    การ Inherite และ Implement การ Inherite และ Implement
    การสืบทอด ( Inherite ) Concrete Class และ Abstract Class การสืบทอด ( Inherite ) Concrete Class และ Abstract Class
    การสืบทอด ( Inherite ) Interface การสืบทอด ( Inherite ) Interface
    การ Implement ของ Interface การ Implement ของ Interface
    การ Multiple Inheritance การ Multiple Inheritance
    การสร้าง Object และการเรียกใช้ clsss แบบที่ 1 การสร้าง Object และการเรียกใช้ clsss แบบที่ 1
    การสร้าง Object และการเรียกใช้ clsss แบบที่ 2 การสร้าง Object และการเรียกใช้ clsss แบบที่ 2
    การสร้าง Array Object และการเรียกใช้ clsss แบบที่ 1 การสร้าง Array Object และการเรียกใช้ clsss แบบที่ 1
    การสร้าง Array Object และการเรียกใช้ clsss แบบที่ 2 การสร้าง Array Object และการเรียกใช้ clsss แบบที่ 2
    การเรียกใช้ method แบบที่ 1 การเรียกใช้ method แบบที่ 1
    การเรียกใช้ method แบบที่ 2 การเรียกใช้ method แบบที่ 2
    การเรียกใช้ attribute แบบที่ 1 การเรียกใช้ attribute แบบที่ 1
    การเรียกใช้ attribute แบบที่ 2 การเรียกใช้ attribute แบบที่ 2
    ชนิดของ method ได้แก่ static method, instance method, constructor method เป็นต้น
    คุณลักษณะของ static method เป็น method ที่มีคำว่า static อยู่
    คุณลักษณะของ Instance Method เป็น method ที่ไม่มีคำว่า static อยู่
    คุณลักษณะของ constructor method เป็น method ที่มีชื่อเกียวกับ ชื่อ class
    คุณลักษณะของ overloading method เป็น method หลาย method ที่มีชื่อเดียวกัน และอยู่ภายใน class เดียวกัน หรือ class ที่สืบทอดกัน
    คุณลักษณะของ overriding method เป็น method ของ subclass ที่มีคุณสมบัติเหมือน superclass ทุกประการ
    โครงสร้างของ method โครงสร้างของ method
    โครงสร้างของ constructor method โครงสร้างของ constructor method
    accessibility ได้แก่ public, private, protected, default
    การกำหนด static ให้กับ attribute การกำหนด static ให้กับ attribute
    การกำหนด final ให้กับ attribute การกำหนด final ให้กับ attribute
    การกำหนด static ให้กับ method การกำหนด static ให้กับ method
    การกำหนด final ให้กับ method การกำหนด final ให้กับ method
    การกำหนด final ให้กับ class การกำหนด final ให้กับ class
    การใช้ this กับ attribute การใช้ this กับ attribute
    การใช้ this กับ method การใช้ this กับ method
    การใช้ super กับ attribute การใช้ super กับ attribute
    การใช้ super กับ method การใช้ super กับ method
    การ casting ตัวแปร ใช้ในการแปลงชนิดตัวแปร
    การ casting object การ casting object
    คำสั่ง instanceof ใช้ตรวจสอบว่า object ถูกสร้างมาจาก class หรือไม่
  • ความผิดพลาดของ Java มี 2 ชนิด ได้แก่ Error และ Exception
    Exception มี 2 ชนิด ได้แก่ Normal Exception และ Runtime Exception
    ใช้คืนค่าข้อความแสดงความผิดพลาด ใช้คืนค่าข้อความแสดงความผิดพลาด
    throws ExceptionClass เป็นการระบุให้ทราบว่า method ที่สร้างขึ้นนั้นมีโอกาสที่จะเกิด Exception ใดบ้าง
    ArrayIndexOutOfBoundsException เป็นการดักจับความผิดพลาดในกรณีที่ มีการระบุตัวเลขเกินขอบเขตบนของ array ที่กำหนดไว้
    IndexOutOfBoundsException เป็นการดักจับความผิดพลาดในกรณีที่ มีการระบุตัวเลขเกินจากขอบเขตบนของ array object เช่น String, Vector
    StringIndexOutOfBoundsException เป็นการดักจับความผิดพลาดในกรณีที่ มีการระบุตัวเลขเกินขอบเขตบนของ String หรือ StringBuffer
    NegativeArraySizeException เป็นการดักจับความผิดพลาดในกรณีที่ มีการกำหนดค่า ตัวเลขลบ เป็น index ของ array
    ArithmeticException เป็นการดักจับความผิดพลาดในกรณีที่ เกิดความผิดพลาดในการคำนวณ เช่น มีการหารด้วยศูนย์
    ArrayStoreException เป็นการดักจับความผิดพลาดในกรณีที่ ใส่ค่าข้อมูลไม่ตรงกับชนิดข้อมูลที่กำหนดไว้ ในตัวแปร array
    ClassNotFoundException เป็นการดักจับความผิดพลาดในกรณีที่ ไม่พบ class ที่ระบุ
    AWTException เป็นการดักจับความผิดพลาดในกรณีที่ มีปัญหาเกิดขึ้นใน Class ของ Package "java.awt"
    IOException เป็นการดักจับความผิดพลาดในกรณีที่ I/O Operator ไม่สามารถทำงานได้สมบูรณ์
    TooManyListenersException เป็นการดักจับความผิดพลาดในกรณีที่ มีการ register ค่า Listener มากเกินไป
    FileNotFoundException เป็นการดักจับความผิดพลาดในกรณีที่ ไม่พบชื่อ file ที่ระบุ
    EOFException เป็นการดักจับความผิดพลาดในกรณีที่ พบรหัส End of file ก่อน
    EmptyStackException เป็นการดักจับความผิดพลาดในกรณีที่ มีการอ้างถึง element ที่ไม่มีใน Stack
    NoSuchElementException เป็นการดักจับความผิดพลาดในกรณีที่ มีการเรียกใช้ Element ของ Vector ว่าง
    NoSuchFieldException เป็นการดักจับความผิดพลาดในกรณีที่ มีการเรียกใช้ field ที่ไม่มีอยู่จริง
    NoSuchMethodException เป็นการดักจับความผิดพลาดในกรณีที่ มีการเรียกใช้ method ที่ไม่มีอยู่จริง
    NullPointerException เป็นการดักจับความผิดพลาดในกรณีที่ มีการใช้ค่า null กับ object ที่ไม่สนับสนุนค่า null
    NumberFormatException เป็นการดักจับความผิดพลาดในกรณีที่ มีการกำหนดค่า format ของตัวเลขที่ไม่ถูกต้อง
    ParseException เป็นการดักจับความผิดพลาดในกรณีที่ ไม่สามารถ parse ค่า String ให้กับ format ที่ระบุไว้ได้
  • new String ( text ); ใช้สร้าง object string
    new String ( char_array ); ใช้สร้าง object string จาก char
    new String ( char_array, start, count ); ใช้สร้าง object string จาก char โดยมีการกำหนด ตำแหน่งเริ่มต้น และจำนวนด้วย
    new String ( object_strint ); ใช้สร้าง object string จาก object string
    new String ( byte_ascii_array ); ใช้สร้าง object string จาก ascii
    new String ( byte_ascii_array, start, count ); ใช้สร้าง object string จาก ascii โดยมีการกำหนด ตำแหน่งเริ่มต้น และจำนวนด้วย
    equals() ใช้ในการเปรียบเทียบข้อความ
    compareTo() ใช้ในการเปรียบเทียบข้อความ โดยจะค่อยๆเปรียบเทียบทีละตัวอักษร จากรหัส ascii ของข้อความ string
    concat() ใช้รวมข้อความ string ( มีค่าเหมือนการใช้ตัวดำเนินการ "+" )
    substring() ใช้ดึงข้อมูลจากข้อความ string โดยเริ่มจากตำแหน่งที่กำหนด จนถึงตำแหน่งที่กำหนด
    charAt() ใช้ดึงข้อมูลจากข้อความ string ณ ตำแหน่งที่กำหนด โดยจะดึงมาเพียง 1 ตัวอักษร
    getChars() ใช้ดึงข้อมูลจากข้อความ string ตั้งแต่ตำแหน่งที่กำหนด จนถึงตำแหน่งที่กำหนด
    replace() ใช้แทนที่ตัวอักษร
    length() ใช้คืนค่าจำนวนของข้อความ string
    trim() ใช้ตัดช่องว่างทางด้านขวาและด้านซ็ายออกจากข้อความ string
    indexOf() ใช้ค้นหาข้อความหรือตัวอักษรที่กำหนด เป็นการค้นหาจากหน้าไปหลัง และจะคืนตำแหน่งแรกที่พบ
    indexOf ( text, start ); ใช้ค้นหาข้อความหรือตัวอักษรที่กำหนด เป็นการค้นหาจากหน้าไปหลัง โดยจะเริ่มค้นหาตั้งแต่ตำแหน่งที่กำหนด และจะคืนตำแหน่งแรกที่พบ
    lastIndexOf() ใช้ค้นหาข้อความหรือตัวอักษรที่กำหนด เป็นการค้นหาจากหลังมาหน้า และจะคืนตำแหน่งแรกที่พบ
    lastIndexOf ( text, start ); ใช้ค้นหาข้อความหรือตัวอักษรที่กำหนด เป็นการค้นหาจากหลังมาหน้า โดยจะเริ่มค้นหาตั้งแต่ตำแหน่งที่กำหนด และจะคืนตำแหน่งแรกที่พบ
    toUpperCase() ใช้เปลี่ยนตัวอักษรให้เป็นตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด
    toLowerCase() ใช้เปลี่ยนตัวอักษรให้เป็นตัวพิมพ์เล็กทั้งหมด
  • new StringBuffer() ใช้ในการสร้าง object StringBuffer โดย object นี้จะมีความยาวสูงสุดไม่เกิน 16
    new StringBuffer ( length ) ใช้ในการสร้าง object StringBuffer โดย object นี้จะมีความยาวสูงสุดไม่เกิน length
    new StringBuffer ( text ) ใช้ในการสร้าง object StringBuffer โดย object นี้จะมีความยาวสูงสุดตามจำนวนตัวอักษรที่ได้สร้างไป
    append() ใช้ในการรวมข้อความ string
    charAt() ใช้ในการคืนค่าตัวอักษรของข้อความ string ณ ตำแหน่งที่กำหนด
    setCharAt() ใช้ในการแทนที่ตัวอักษร ลงในข้อความ string
    length() ใช้ในการคืนค่าจำนวนตัวอักษรของข้อความ string
    setLength() ใช้กำหนด ความยาว สูงสุดของ ข้อความ string
    capacity() ใช้ในการคืนค่าความยาวสูงสุดของข้อความ string
    insert() ใช้แทรกข้อความ string ลงไป โดยแทรกในตำแหน่ง start
    reverse() ใช้สลับข้อความ string จากหลังไปหน้า จากหน้าไปหลัง
  • new StringTokenizer ( text, delimiters ) ใช้แบ่งข้อความออกเป็นส่วนๆ โดยมี delimiters เป็นตัวแบ่ง
    hasMoreTokens() ใช้ตรวจสอบว่ายังมี token หลงเหลืออยู่หรือไม่
    countTokens() ใช้นับจำนวน token ทั้งหมด
    nextToken() ใช้คืนค่า ข้อความของ token ปัจจุบัน และเลื่อนไปยัง token ถัดไป
    nextToken ( delimiters ) ใช้คืนค่า ข้อความของ token ปัจจุบัน และเลื่อนไปยัง token ถัดไป
  • abs() ใช้หาค่าสัมบูรณ์
    sqrt() ใช้หาค่ารากที่สอง
    pow() ใช้หาค่ายกกำลัง
    ceil() ใช้ปัดเศษทศนิยมให้มีค่ามากขึ้น
    floor() ใช้ปัดเศษทศนิยมให้มีค่าน้อยลง
    round() ใช้ปัดเศษทศนิยมตามปกติ ( คือ มากกว่าหรือเท่ากับ 5 จะปัดขึ้น และ น้อยกว่า 5 จะปัดลง )
    random() ใช้ในการสุ่มตัวเลข ระหว่าง 0 ถึง 1
    max() ใช้ในการหาค่าที่มากกว่าระหว่างตัวเลขที่กำหนด
    min() ใช้ในการหาค่าที่น้อยกว่าระหว่างตัวเลขที่กำหนด
    log() ใช้หาค่า log
    exp() ใช้หาค่า e ยกกำลัง ( e มีค่าประมาณ 2.71828 )
    sin() ใช้หาค่า sine ของมุมที่กำหนด
    cos() ใช้หาค่า cosine ของมุมที่กำหนด
    tan() ใช้หาค่า tan ของมุมที่กำหนด
    asin() ใช้หาค่า arc sine ของตัวเลขที่กำหนด
    acos() ใช้หาค่า arc cosine ของตัวเลขที่กำหนด
    atan() ใช้หาค่า arc tangent ของตัวเลขที่กำหนด
    atan2() ใช้หาค่ามุมพิกัดโพลาร์ ของพิกัด x และ y
    PI ใช้คืนค่า PI ซึ่งเท่ากับ 3.141592653589793
  • new Random () ใช้สร้าง object ของ class random
    nextInt() ใช้สุ่มเลขจำนวนเต็มระหว่าง 0 ถึง max
    nextDouble() ใช้สุ่มเลขที่มีทศนิยมด้วย ระหว่าง 0 ถึง 1
    nextLong() ใช้สุ่มเลข
    nextFloat() ใช้สุ่มเลข
  • new Dictionary() ใช้สร้าง object dictionary
    put() ใช้เพิ่มข้อมูลเข้าไปใน Dictionary
    remove() ใช้ลบข้อมูลออกจาก Dictionary
    get() ใช้คืนค่า value จาก Dictionary ที่มี key ตามที่กำหนด
    size() ใช้คืนค่า จำนวนข้อมูลทั้งหมด ที่มีใน Dictionary
    keys() ใช้คืนค่า key ทั้งหมด ที่มีใน Dictionary
    element() ใช้คืนค่า value ทั้งหมด ที่มีใน Dictionary
    isEmpty() ใช้ตรวจสอบว่า Dictionary ไม่มีข้อมูลอยู่เลย ใช่หรือไม่
  • new Hashtable() ใช้สร้าง object hashtable
    new Hashtable( size ) ใช้สร้าง object hashtable และกำหนดขนาดของ object ด้วย
    new Hashtable( size, size_increment ) ใช้สร้าง object hashtable และกำหนดขนาดของ object อีกทั้งยังกำหนดด้วยว่าถ้าข้อมูลเต็มจะเพิ่มขนาดครั้งละเท่าใด
    put() ใช้เพิ่มข้อมูลเข้าไปใน Hashtable
    clear() ใช้ลบข้อมูลทั้งหมดที่มีใน Hashtable
    remove() ใช้ลบข้อมูลออกจาก Hashtable
    get() ใช้คืนค่า value จาก Hashtable ที่มี key ตามที่กำหนด
    containsKey() ใช้ตรวจสอบว่ามี key ที่กำหนดอยู่ใน hashtable หรือไม่
    containsValue() ใช้ตรวจสอบว่ามี value ที่กำหนดอยู่ใน hashtable หรือไม่
    contains() ใช้ตรวจสอบว่ามี key หรือ value ที่กำหนดอยู่ใน hashtable หรือไม่
    key() ใช้คืนค่า key ทั้งหมดที่มีใน hashtable
    element() ใช้คืนค่า value ทั้งหมดที่มีใน hashtable
    size() ใช้คืนค่า จำนวนข้อมูลทั้งหมด ที่มีใน hashtable
    isEmpty() ใช้ตรวจสอบว่า hashtable ไม่มีข้อมูลอยู่เลย ใช่หรือไม่
  • new Properties() ใช้สร้าง object Properties
    put() ใช้เพิ่มข้อมูลเข้าไปใน Properties
    clear() ใช้ลบข้อมูลทั้งหมดที่มีใน Properties
    remove() ใช้ลบข้อมูลออกจาก Properties
    getProperties() ใช้คืนค่า value จาก Properties ที่มี key ตามที่กำหนด
    containsKey() ใช้ตรวจสอบว่ามี key ที่กำหนดอยู่ใน Properties หรือไม่
    containsValue() ใช้ตรวจสอบว่ามี value ที่กำหนดอยู่ใน Properties หรือไม่
    contains() ใช้ตรวจสอบว่ามี key หรือ value ที่กำหนดอยู่ใน Properties หรือไม่
    propertyNames() ใช้คืนค่า key ทั้งหมดที่มีใน Properties
    size() ใช้คืนค่า จำนวนข้อมูลทั้งหมด ที่มีใน Properties
    isEmpty() ใช้ตรวจสอบว่า Properties ไม่มีข้อมูลอยู่เลย ใช่หรือไม่
  • hasMoreElements() ใช้ตรวจสอบว่ายังมีข้อมูลอยู่ใน Enumeration อีกหรือไม่
    nextElement() ใช้คืนค่า ข้อความของ enumeration ตำแหน่งปัจจุบัน และเลื่อนไปยังตำแหน่งถัดไป
  • getCurrencyInstance() ใช้สร้าง object number format ที่มีการจัดรูปแบบตัวเลขให้เป็น ค่าเงิน ตามที่ระบบเครื่องตั้งไว้
    getCurrencyInstance( object_locale ) ใช้สร้าง object number format ที่มีการจัดรูปแบบตัวเลขให้เป็น ค่าเงิน ตามที่กำหนด
    getPercentInstance() ใช้สร้าง object number format ที่มีการจัดรูปแบบตัวเลขให้เป็น เปอร์เซ็นต์ ตามที่ระบบเครื่องตั้งไว้
    getPercentInstance( object_locale ) ใช้สร้าง object number format ที่มีการจัดรูปแบบตัวเลขให้เป็น เปอร์เซ็นต์ ตามที่กำหนด
    getNumberInstance() ใช้สร้าง object number format โดยจะใช้จัดรูปแบบตัวเลข ตามต้องการ
    getNumberInstance( object_locale ) ใช้สร้าง object number format โดยจะใช้จัดรูปแบบตัวเลข ตามต้องการ
    setMaximumFractionDigits() ใช้กำหนด จำนวนสูงสุดของทศนิยม
    setMinimumFractionDigits() ใช้กำหนด จำนวนต่ำสุดของทศนิยม ( อย่างน้อย )
    format() ใช้คืนค่าข้อมูลที่ได้หลังจากการจัดรูปแบบ
  • new Locale( object_string_language ) ใช้สร้าง object locale หร้อมกับกำหนดรหัสภาษา
    new Locale( object_string_language, object_string_country ) ใช้สร้าง object locale หร้อมกับกำหนดรหัสภาษา และรหัสประเทศ
    setDefault() ใช้กำหนดค่า default ให้ Locale
    getDefault() ใช้คืนค่า default ของ locale
    getLanguage() ใช้คืนค่า รหัสภาษา ของ Locale นั้นๆ
    getCountry() ใช้คืนค่า รหัสประเทศ ของ Locale นั้นๆ
    getVariant() ใช้คืนค่า variant code ของ Locale นั้นๆ
    getDisplayLanguage() ใช้คืนค่า ชื่อภาษา ของ locale นั้นๆ
    getDisplayLanguage() ใช้คืนค่า ชื่อภาษา ของ locale จากค่าคงที่ที่กำหนด
    getDisplayCountry() ใช้คืนค่า ชื่อประเทศ ของ locale นั้นๆ
    getDisplayCountry() ใช้คืนค่า ชื่อประเทศ ของ locale จากค่าคงที่ที่กำหนด
    getDisplayName() ใช้คืนค่า ชื่อภาษาและชื่อประเทศ ของ locale นั้นๆ
    getDisplayName() ใช้คืนค่า ชื่อภาษาและชื่อประเทศ ของ locale จากค่าคงที่ที่กำหนด
    getISOLanguages() ใช้คืนค่า รหัสภาษา ทั้งหมด
    getISOCountries() ใช้คืนค่า รหัสประเทศ ทั้งหมด
    getAvailableLocales() ใช้คืนค่า object locale ทั้งหมด ที่ระบบมี
    รหัสภาษา ของระบบ ที่ใช้ใน java ได้แก่ zh, da, nl, en, ja, ko, fr, no, fn, fi, de, el, pt, sp, sv, tr เป็นต้น
    รหัสประเทศ ของระบบ ที่ใช้ใน Java ได้แก่ AT, BE, CA, CN, DK, FI, DE, GR, IE, IT, JP, KR, NL, NO, GB, PT, SE, TW, US, ES, CH, TR เป็นต้น
  • new Date() ใช้สร้าง object date โดยจะมีค่า วันที่และเวลาปัจจุบัน
    after() ใช้ตรวจสอบว่า วันที่และเวลา มาหลัง วันที่และเวลาที่กำหนด หรือไม่
    before() ใช้ตรวจสอบว่า วันที่และเวลา มาก่อน วันที่และเวลาที่กำหนด หรือไม่
    equals() ใช้ตรวจสอบว่า วันที่และเวลา มาก่อน วันที่และเวลาที่กำหนด หรือไม่
    compareTo() ใช้ตรวจสอบว่า วันที่และเวลาใดมาก่อน วันที่และเวลาใดมาหลัง
  • getInstance() ใช้สร้าง object calendar
    getInstance( object_locale ) ใช้สร้าง object calendar และจะมีค่าปฏิทินตาม object locale ที่กำหนด
    setTime() ใช้กำหนดวันที่และเวลาให้กับ object calendar
    getTime() ใช้คืนค่า Object date ที่เก็บค่าวันที่และเวลาเอาไว้
    set() ใช้กำหนดค่า ปี เดือน และวัน ให้กับ Object Calendar
    after() ใช้ตรวจสอบว่า ปฏิทิน มาหลัง ปฏิทินที่กำหนด หรือไม่
    before() ใช้ตรวจสอบว่า ปฏิทิน มาก่อน ปฏิทินที่กำหนด หรือไม่
    equals() ใช้ตรวจสอบว่า ปฏิทิน เท่ากันกับ ปฏิทินที่กำหนด หรือไม่
    get() ใช้คืนค่า หน่วยของ ปฏิทินที่ต้องการ
    set( calendar_constant, int_value ) ใช้กำหนดค่า หน่วยของ ปฏิทินที่ต้องการ
    setFirstDayOfWeek() ใช้กำหนด วันเริ่มต้นของ สัปดาห์
    clear() ใช้ ลบค่าข้อมูล ปฏิทิน ของ calendar
    add ( field, amount ) ใช้สำหรับเพิ่มหรือลดจำนวน (amount) ของเวลาตาม field ที่กำหนดไว้
    clone ( ) ใช้ในการสร้าง Object ใหม่ที่มีค่าข้อมูลต่าง ๆ เหมือน Object เดิมทุกประการ
  • sort( int_array ) ใช้เรียงข้อมูลใน array จากน้อยไปมาก
    sort( long_array ) ใช้เรียงข้อมูลใน array จากน้อยไปมาก
    fill() ใช้กำหนดค่าใน array โดยทุกๆ index จะมีค่าเหมือนกัน คือค่าที่กำหนด
    binarySearch() ใช้ค้นหาข้อมูลใน array เป็นค้นหาจากหน้าไปหลัง โดยจะคืนค่าตำแหน่ง index แรกที่พบข้อมูล
    equals() ใช้เปรียบเทียบ array ว่า array ทั้งสองเท่ากันหรือไม่
  • stack คืออะไร ? คือโคตรงสร้างข้อมูลแบบมีลำดับ และมีการทำงานแบบ LIFO โดยใช้คำสั่ง คือ push และ pop
    new Stack() ใช้สร้าง object stack
    push() ใช้เพิ่มข้อมูลใน stack โดยจะเรียงต่อไปเรื่อยๆ ในตำแหน่งท้ายสุด
    pop() ใช้คืนค่าข้อมูลใน stack จากตำแหน่ง top ออกมา และเลื่อน top ไปหนึ่งตำแหน่ง
    peek() ใช้คืนค่าข้อมูลใน stack จากตำแหน่ง top ออกมา
    search() ใช้ค้นหาข้อมูลใน stack หากพบข้อมูลจะคืนค่าตำแหน่งที่พบกลับมา หากไม่พบข้อมูลจะคืนค่า -1 กลับมา
    empty() ใช้ตรวจสอบว่าใน stack ไม่มีข้อมูล ใช่หรือไม่
  • new Vector() ใช้สร้าง object vector โดยมีขนาด 10
    new Vector( int_length ) ใช้สร้าง object vector โดยมีขนาดตามที่กำหนด
    new Vector( length, size_increment ) ใช้สร้าง object vector โดยมีขนาดตามที่กำหนด และถ้าข้อมูลเต็ม จะเพิ่มขนาดครั้งละตามที่กำหนด
    setSize() ใช้กำหนดขนาดของ vector
    addElement() ใช้เพิ่ม ข้อมูล เข้าไปใน vector ในตำแหน่งสุดท้าย
    add() ใช้เพิ่ม ข้อมูล เข้าไปใน vector ในตำแหน่งที่กำหนด
    insertElementAt() ใช้เพิ่ม ข้อมูล เข้าไปใน vector ในตำแหน่งที่กำหนด
    setElementAt() ใช้เปลี่ยนค่าข้อมูล ในตำแหน่งที่กำหนด ของ vector
    removeElementAt() ใช้ลบข้อมูล ในตำแหน่งที่กำหนด ใน vector
    removeElement() ใช้ลบข้อมูล ที่กำหนดออกจาก vector
    removeAllElements() ใช้ลบข้อมูลทั้งหมดออกจาก vector
    firstElement() ใช้คืนค่า element ตัวแรก ของ vector
    lastElement() ใช้คืนค่า element ตัวสุดท้าย ของ vector
    get() ใช้คืนค่า element ณ ตำแหน่งที่กำหนด จาก vector
    elementAt() ใช้คืนค่า element ณ ตำแหน่งที่กำหนด จาก vector
    remove() ใช้คืนค่า element ณ ตำแหน่งที่กำหนด และลบข้อมูลนั้นออกจาก vector ด้วย
    clear() ใช้ลบข้อมูลทั้งหมดออกจาก vector
    capacity() ใช้คืนค่าจำนวนสมาชิกที่สามารถจัดเก็บใน vector ได้
    size() ใช้คืนค่าจำนวนสมาชิกที่ถูกจัดเก็บใน vector ในขณะนี้
    isEmpty() ใช้ตรวจสอบว่า vector ไม่มีข้อมูลอยู่เลยใช่หรือไม่
    indexOf() ใช้ค้นหาข้อมูลใน vector โดยเป็นการค้นหาจากหน้าไปหลัง และจะคืนค่า ตำแหน่งแรก ที่พบข้อมูลมาให้
  • new GregorianCalendar () ใช้สร้าง Object GregorianCalendar โดยมีค่าวันที่และเวลา ตาม timezone ของระบบ
    new GregorianCalendar ( object_locale ) ใช้สร้าง Object GregorianCalendar โดยมีค่าวันที่และเวลา ตาม timezone ของ Locale ที่กำหนด
    new GregorianCalendar ( year, month, day ) ใช้สร้าง Object GregorianCalendar โดยมีค่าวันที่ ตามที่กำหนด
    new GregorianCalendar ( year, month, day, hour, minute ) ใช้สร้าง Object GregorianCalendar โดยมีค่าวันที่และเวลา ตามที่กำหนด
    setGregorianChange() ใช้กำหนด วันที่และเวลาใหม่ ให้กับ object GregorianCalendar
    getActualMaximum() ใช้คืนค่า ค่าสูงสุด ที่เป็นไปได้ ของหน่วยวันที่หรือเวลา ที่กำหนด
    getActualMinimum() ใช้คืนค่า ค่าต่ำสุด ที่เป็นไปได้ ของหน่วยวันที่หรือเวลา ที่กำหนด
    isLeapYear() ใช้ตรวจสอบว่า ปีที่กำหนด ใช้ leap year หรือไม่
  • getInstance() ใช้ สร้าง Object DateFormat โดยมีการจัดรูปแบบวันที่และเวลา ให้เป็นแบบ สั้น
    getDateTimeInstance() ใช้ สร้าง Object DateFormat โดยมีการจัดรูปแบบวันที่และเวลา ให้เป็นแบบ ยาว
    getDateInstance() ใช้ สร้าง Object DateFormat โดยมีการจัดรูปแบบวันที่ ให้เป็นแบบ ยาว
    getDateInstance ( constant, locale ) ใช้ สร้าง Object DateFormat โดยมีการจัดรูปแบบวันที่ ตามลักษณะที่กำหนด
    getTimeInstance() ใช้ สร้าง Object DateFormat โดยมีการจัดรูปแบบเวลา ให้เป็นแบบ ยาว
    getTimeInstance ( constant, locale ) ใช้ สร้าง Object DateFormat โดยมีการจัดรูปแบบเวลา ตามลักษณะที่กำหนด
    format() ใช้คืนค่า วันที่และเวลา ที่ได้หลังจากการจัดรูปแบบแล้ว
    FULL ใช้คืนค่า ตัวเลข ที่เป็นค่าคงที่ ที่แทนความหมายว่าเป็น เป็นการจัดรูปแบบวันที่และเวลา แบบเต็ม
    LONG ใช้คืนค่า ตัวเลข ที่เป็นค่าคงที่ ที่แทนความหมายว่าเป็น เป็นการจัดรูปแบบวันที่และเวลา แบบยาว
    MEDIUM ใช้คืนค่า ตัวเลข ที่เป็นค่าคงที่ ที่แทนความหมายว่าเป็น เป็นการจัดรูปแบบวันที่และเวลา แบบย่อ
    SHORT ใช้คืนค่า ตัวเลข ที่เป็นค่าคงที่ ที่แทนความหมายว่าเป็น เป็นการจัดรูปแบบวันที่และเวลา แบบสั้น
    DEFAULT ใช้คืนค่า ตัวเลข ที่เป็นค่าคงที่ ที่แทนความหมายว่าเป็น เป็นการจัดรูปแบบวันที่และเวลา แบบปกติ
  • new DateFormatSymbols () ใช้สร้าง Object DateFormatSymbols
    new DateFormatSymbols ( object_locale ) ใช้สร้าง Object DateFormatSymbols
    setEras() ใช้กำหนด คำอธิบาย ศักราช ให้กับ Object DateFormatSymbols
    getEras() ใช้คืนค่า คำอธิบาย ศักราช ของ Object DateFormatSymbols
    setMonths() ใช้กำหนด คำอธิบาย เดือนแบบเต็ม ให้กับ Object DateFormatSymbols
    getMonths() ใช้คืนค่า คำอธิบาย เดือนแบบเต็ม ของ Object DateFormatSymbols
    setShortMonths() ใช้กำหนด คำอธิบาย เดือนแบบย่อ ให้กับ Object DateFormatSymbols
    getShortMonths() ใช้คืนค่า คำอธิบาย เดือนแบบย่อ ของ Object DateFormatSymbols
    setWeekdays() ใช้กำหนด คำอธิบาย ชื่อวันแบบเต็ม ให้กับ Object DateFormatSymbols
    getWeekdays() ใช้คืนค่า คำอธิบาย ชื่อวันแบบเต็ม ของ Object DateFormatSymbols
    setShortWeekdays() ใช้กำหนด คำอธิบาย ชื่อวันแบบย่อ ให้กับ Object DateFormatSymbols
    getShortWeekdays() ใช้คืนค่า คำอธิบาย ชื่อวันแบบย่อ ของ Object DateFormatSymbols
    setAmPmStrings() ใช้กำหนด คำอธิบาย ค่า AM และ PM ให้กับ Object DateFormatSymbols
    getAmPmStrings() ใช้คืนค่า คำอธิบาย ค่า AM และ PM ของ Object DateFormatSymbols
  • new SimpleDateFormat () ใข้สร้าง Object SimpleDateFormat
    new SimpleDateFormat ( pattern ) ใข้สร้าง Object SimpleDateFormat โดยมีการจัดรูปแบบไว้
    new SimpleDateFormat ( pattern, locale ) ใข้สร้าง Object SimpleDateFormat โดยมีการจัดรูปแบบไว้
    new SimpleDateFormat ( pattern, dateformatsymbols ) ใข้สร้าง Object SimpleDateFormat โดยมีการจัดรูปแบบไว้
    applyPattern() ใช้กำหนดรูปแบบ วันที่และเวลา ให้กับ Object SimpleDateFormat
    applyLocalizedPattern() ใช้กำหนดรูปแบบ วันที่และเวลา ให้กับ Object SimpleDateFormat
    setDateFormatSymbols() ใช้กำหนดรูปแบบ วันที่และเวลา ในรูปแบบของ object DateFormatSymbols
    getDateFormatSymbols() ใช้คืนค่า การจัดรูปแบบของวันที่และเวลา ในรูปแบบของ object DateFormatSymbols
    format() ใช้คืนค่า วันที่และเวลา ที่จัดรูปแบบแล้ว
  • new DecimalFormat () ใช้สร้าง Object DecimalFormat
    new DecimalFormat ( pattern ) ใช้สร้าง Object DecimalFormat โดยมีการกำหนดรูปแบบของการแสดงผลไว้ด้วย
    new DecimalFormat ( pattern, object_decimalformatsymbols ) ใช้สร้าง Object DecimalFormat โดยมีการกำหนดรูปแบบของการแสดงผลไว้ด้วย
    applyPattern() ใช้กำหนดรูปแบบของการแสดงผล ให้กับ Object DecimalFormat
    applyLocalizedPattern() ใช้กำหนดรูปแบบของการแสดงผล ให้กับ Object DecimalFormat
    setDecimalFormatSymbols() ใช้กำหนดรูปแบบของการแสดงผล ให้กับ Object DecimalFormat
    getDecimalFormatSymbols() ใช้คืนค่า การจัดรูปแบบของการแสดงผล ของ Object DecimalFormat
    format() ใช้คืนค่า ตัวเลข ที่ได้หลังจากการจัดรูปแบบแล้ว
  • new DecimalFormatSymbols () ใช้สร้าง Object DecimalFormatSymbols
    new DecimalFormatSymbols ( locale ) ใช้สร้าง Object DecimalFormatSymbols โดยมีค่า รูปแบบตัวเลข ตาม timezone ของ Locale ที่กำหนด
    setDecimalSeparator() ใช้กำหนด สัญลักษณ์ ของการคั่นตัวเลขเมื่อมีตัวเลขครบทุกๆ 3 ตำแหน่ง
    getDecimalSeparator() ใช้คืนค่า สัญลักษณ์ ของการคั่นตัวเลขเมื่อมีตัวเลขครบทุกๆ 3 ตำแหน่ง
    setMonetaryDecimalSeparator() ใช้กำหนด สัญลักษณ์ ของการแทนเครื่องหมายจุดทศนิยม
    getMonetaryDecimalSeparator() ใช้คืนค่า สัญลักษณ์ ของการแทนเครื่องหมายจุดทศนิยม
    setPercent() ใช้กำหนด สัญลักษณ์ ของการแทนเครื่องหมายเปอร์เซ็นต์
    getPercent() ใช้คืนค่า สัญลักษณ์ ของการแทนเครื่องหมายเปอร์เซ็นต์
    setDigit() ใช้กำหนด สัญลักษณ์ ของการแทนตัวเลข 0 ของเลขฐาน 2
    getDigit() ใช้คืนค่า สัญลักษณ์ ของการแทนตัวเลข 0 ของเลขฐาน 2
    setMinusSign() ใช้กำหนด สัญลักษณ์ ของการแทนเครื่องหมาย ลบ
    getMinusSign() ใช้คืนค่า สัญลักษณ์ ของการแทนเครื่องหมาย ลบ
  • new MessageFormat ( pattern ) ใช้สร้าง Object MessageFormat โดยมีการกำหนดรูปแบบของข้อความที่ต้องการจัดไว้ด้วย
    new MessageFormat ( pattern, locale ) ใช้สร้าง Object MessageFormat โดยมีการกำหนดรูปแบบของข้อความที่ต้องการจัดไว้ด้วย
    applyPattern() ใช้กำหนดรูปแบบของข้อความที่ต้องการจัด ให้กับ Object MessageFormat
    setLocale() ใช้กำหนด object Locale ให้กับ Object MessageFormat
    getLocale() ใช้คืนค่า object Locale ของ Object MessageFormat
    format ( object_array ) ใช้คืนค่า ข้อความ ที่ได้หลังจากการจัดรูปแบบแล้ว
    format ( pattern, object_array ) ใช้คืนค่า ข้อความ ที่ได้หลังจากการจัดรูปแบบแล้ว
    โครงสร้างของ Pattern ของการจัดรูปแบบ ได้แก่ { index }, { index, type_var }, { index, type_var, kind }
    ชนิดข้อมูล และรูปแบบของข้อมูล ที่ใช้ในการจัดรูปแบบ ได้แก่ time, date, number, choice
  • ตัวดำเนินการทางคณิตศาสตร์ ตัวดำเนินการทางคณิตศาสตร์
    ตัวดำเนินการการกำหนดค่า ตัวดำเนินการการกำหนดค่า
    ตัวดำเนินการเพิ่มค่าหรือลดค่า ตัวดำเนินการเพิ่มค่าหรือลดค่า
    ตัวดำเนินการเชิงเปรียบเทียบ ตัวดำเนินการเชิงเปรียบเทียบ
    ตัวดำเนินการเชิงตรรกะ ตัวดำเนินการเชิงตรรกะ
    ตัวดำเนินการเชิงข้อความ ตัวดำเนินการเชิงข้อความ
  • คำสั่งควบคุมการทำงาน IF คำสั่ง if คือ ใช้ตรวจสอบเงื่อนไข ถ้าหากว่าเงื่อนไขเป็นจริง ก็จะทำตามคำสั่งที่กำหนด
    คำสั่งควบคุมการทำงาน IF ELSE คำสั่ง if คือ ใช้ตรวจสอบเงื่อนไข ถ้าหากว่าเงื่อนไขเป็นจริง ก็จะทำตามคำสั่งที่กำหนด
    คำสั่งควบคุมการทำงาน IF ELSE IF คำสั่ง if คือ ใช้ตรวจสอบเงื่อนไข ถ้าหากว่าเงื่อนไขเป็นจริง ก็จะทำตามคำสั่งที่กำหนด
    คำสั่งควบคุมการทำงาน NESTED IF คำสั่ง if คือ ใช้ตรวจสอบเงื่อนไข ถ้าหากว่าเงื่อนไขเป็นจริง ก็จะทำตามคำสั่งที่กำหนด
    คำสั่งควบคุมการทำงาน SWITCH CASE คำสั่ง switch case คือ จะตรวจสอบค่าของตัวแปร ถ้าตรงตามเงื่อนไขใดก็จะทำตามคำสั่งนั้นๆ
    คำสั่งควบคุมการทำงาน EXPRESSION คำสั่ง expression คือ ใช้กำหนดคำสั่งแบบมีเงื่อนไข
    คำสั่งควบคุมการทำงาน FOR คำสั่ง for คือ จะทำงานเมื่อเงื่อนไขเป็นจริง และจะจบการทำงานเมื่อเงื่อนไขเป็นเท็จ
    คำสั่งควบคุมการทำงาน WHILE คำสั่ง while คือ จะทำงานเมื่อเงื่อนไขเป็นจริง และจะจบการทำงานเมื่อเงื่อนไขเป็นเท็จ
    คำสั่งควบคุมการทำงาน DO WHILE คำสั่ง do while คือ จะทำงานก่อน 1 ครั้ง แล้วหลังจากนั้นจะทำงานก็ต่อเมื่อเงื่อนไขยังเป็นจริงอยู่
 
Share This Subject Login with Facebook