| ชนิดตัวแปรในภาษา Java Programming | ได้แก่ object, string, byte, short, int, long, float เป็นต้น |
|---|---|
| การประกาศตัวแปร และค่าคงที่ ในภาษา Java Programming | การประกาศตัวแปร และค่าคงที่ ในภาษา Java Programming |
| ตัวแปรชนิด Array ในภาษา Java Programming | ตัวแปรชนิด Array ในภาษา Java Programming |
| Escape Sequence | ได้แก่ backspace, tab, line feed เป็นต้น |
| try catch finally | ใช้ในการป้องกัน การเกิดความผิดพลาดขึ้น |
| การสร้าง package | ใช้ในการสร้าง package |
| การเรียกใช้ package | การเรียกใช้ package |
| ชนิดของ class | ได้แก่ concrete class, abstract class และ interface |
|---|---|
| คุณลักษณะของ Concrete Class | เป็น Class ทั่วๆไป ที่สามารถสร้าง Object ได้ |
| คุณลักษณะของ Abstract Class | เป็น class ที่สร้างขึ้นมาเพื่อเป็น SuperClass โดยเฉพาะ |
| คุณลักษณะของ Interface | จะมีเพียง attribute และ abstract method เท่านั้น |
| ชนิดของ Inner Class ในภาษา Java | ได้แก่ static nested class, anonymous class, local class และ member class |
| คุณลักษณะของ static nested class | เป็น class ที่อยู่ภายใน class อื่นๆ โดยมีการระบุ keyword static |
| คุณลักษณะของ anonymous class | เป็นเหมือนการระบุการทำงานของ method ใหม่ |
| คุณลักษณะของ local class | เป็น class ที่สร้างขึ้นภายใน Block การทำงานใด |
| คุณลักษณะของ member class | เป็น class ที่อยู่ภายใน class อื่นๆ โดยไม่มีการระบุ static |
| การ Inherite และ Implement | การ Inherite และ Implement |
| การสืบทอด ( Inherite ) Concrete Class และ Abstract Class | การสืบทอด ( Inherite ) Concrete Class และ Abstract Class |
| การสืบทอด ( Inherite ) Interface | การสืบทอด ( Inherite ) Interface |
| การ Implement ของ Interface | การ Implement ของ Interface |
| การ Multiple Inheritance | การ Multiple Inheritance |
| การสร้าง Object และการเรียกใช้ clsss แบบที่ 1 | การสร้าง Object และการเรียกใช้ clsss แบบที่ 1 |
| การสร้าง Object และการเรียกใช้ clsss แบบที่ 2 | การสร้าง Object และการเรียกใช้ clsss แบบที่ 2 |
| การสร้าง Array Object และการเรียกใช้ clsss แบบที่ 1 | การสร้าง Array Object และการเรียกใช้ clsss แบบที่ 1 |
| การสร้าง Array Object และการเรียกใช้ clsss แบบที่ 2 | การสร้าง Array Object และการเรียกใช้ clsss แบบที่ 2 |
| การเรียกใช้ method แบบที่ 1 | การเรียกใช้ method แบบที่ 1 |
| การเรียกใช้ method แบบที่ 2 | การเรียกใช้ method แบบที่ 2 |
| การเรียกใช้ attribute แบบที่ 1 | การเรียกใช้ attribute แบบที่ 1 |
| การเรียกใช้ attribute แบบที่ 2 | การเรียกใช้ attribute แบบที่ 2 |
| ชนิดของ method | ได้แก่ static method, instance method, constructor method เป็นต้น |
| คุณลักษณะของ static method | เป็น method ที่มีคำว่า static อยู่ |
| คุณลักษณะของ Instance Method | เป็น method ที่ไม่มีคำว่า static อยู่ |
| คุณลักษณะของ constructor method | เป็น method ที่มีชื่อเกียวกับ ชื่อ class |
| คุณลักษณะของ overloading method | เป็น method หลาย method ที่มีชื่อเดียวกัน และอยู่ภายใน class เดียวกัน หรือ class ที่สืบทอดกัน |
| คุณลักษณะของ overriding method | เป็น method ของ subclass ที่มีคุณสมบัติเหมือน superclass ทุกประการ |
| โครงสร้างของ method | โครงสร้างของ method |
| โครงสร้างของ constructor method | โครงสร้างของ constructor method |
| accessibility | ได้แก่ public, private, protected, default |
| การกำหนด static ให้กับ attribute | การกำหนด static ให้กับ attribute |
| การกำหนด final ให้กับ attribute | การกำหนด final ให้กับ attribute |
| การกำหนด static ให้กับ method | การกำหนด static ให้กับ method |
| การกำหนด final ให้กับ method | การกำหนด final ให้กับ method |
| การกำหนด final ให้กับ class | การกำหนด final ให้กับ class |
| การใช้ this กับ attribute | การใช้ this กับ attribute |
| การใช้ this กับ method | การใช้ this กับ method |
| การใช้ super กับ attribute | การใช้ super กับ attribute |
| การใช้ super กับ method | การใช้ super กับ method |
| การ casting ตัวแปร | ใช้ในการแปลงชนิดตัวแปร |
| การ casting object | การ casting object |
| คำสั่ง instanceof | ใช้ตรวจสอบว่า object ถูกสร้างมาจาก class หรือไม่ |
| ความผิดพลาดของ Java | มี 2 ชนิด ได้แก่ Error และ Exception |
|---|---|
| Exception | มี 2 ชนิด ได้แก่ Normal Exception และ Runtime Exception |
| ใช้คืนค่าข้อความแสดงความผิดพลาด | ใช้คืนค่าข้อความแสดงความผิดพลาด |
| throws ExceptionClass | เป็นการระบุให้ทราบว่า method ที่สร้างขึ้นนั้นมีโอกาสที่จะเกิด Exception ใดบ้าง |
| ArrayIndexOutOfBoundsException | เป็นการดักจับความผิดพลาดในกรณีที่ มีการระบุตัวเลขเกินขอบเขตบนของ array ที่กำหนดไว้ |
| IndexOutOfBoundsException | เป็นการดักจับความผิดพลาดในกรณีที่ มีการระบุตัวเลขเกินจากขอบเขตบนของ array object เช่น String, Vector |
| StringIndexOutOfBoundsException | เป็นการดักจับความผิดพลาดในกรณีที่ มีการระบุตัวเลขเกินขอบเขตบนของ String หรือ StringBuffer |
| NegativeArraySizeException | เป็นการดักจับความผิดพลาดในกรณีที่ มีการกำหนดค่า ตัวเลขลบ เป็น index ของ array |
| ArithmeticException | เป็นการดักจับความผิดพลาดในกรณีที่ เกิดความผิดพลาดในการคำนวณ เช่น มีการหารด้วยศูนย์ |
| ArrayStoreException | เป็นการดักจับความผิดพลาดในกรณีที่ ใส่ค่าข้อมูลไม่ตรงกับชนิดข้อมูลที่กำหนดไว้ ในตัวแปร array |
| ClassNotFoundException | เป็นการดักจับความผิดพลาดในกรณีที่ ไม่พบ class ที่ระบุ |
| AWTException | เป็นการดักจับความผิดพลาดในกรณีที่ มีปัญหาเกิดขึ้นใน Class ของ Package "java.awt" |
| IOException | เป็นการดักจับความผิดพลาดในกรณีที่ I/O Operator ไม่สามารถทำงานได้สมบูรณ์ |
| TooManyListenersException | เป็นการดักจับความผิดพลาดในกรณีที่ มีการ register ค่า Listener มากเกินไป |
| FileNotFoundException | เป็นการดักจับความผิดพลาดในกรณีที่ ไม่พบชื่อ file ที่ระบุ |
| EOFException | เป็นการดักจับความผิดพลาดในกรณีที่ พบรหัส End of file ก่อน |
| EmptyStackException | เป็นการดักจับความผิดพลาดในกรณีที่ มีการอ้างถึง element ที่ไม่มีใน Stack |
| NoSuchElementException | เป็นการดักจับความผิดพลาดในกรณีที่ มีการเรียกใช้ Element ของ Vector ว่าง |
| NoSuchFieldException | เป็นการดักจับความผิดพลาดในกรณีที่ มีการเรียกใช้ field ที่ไม่มีอยู่จริง |
| NoSuchMethodException | เป็นการดักจับความผิดพลาดในกรณีที่ มีการเรียกใช้ method ที่ไม่มีอยู่จริง |
| NullPointerException | เป็นการดักจับความผิดพลาดในกรณีที่ มีการใช้ค่า null กับ object ที่ไม่สนับสนุนค่า null |
| NumberFormatException | เป็นการดักจับความผิดพลาดในกรณีที่ มีการกำหนดค่า format ของตัวเลขที่ไม่ถูกต้อง |
| ParseException | เป็นการดักจับความผิดพลาดในกรณีที่ ไม่สามารถ parse ค่า String ให้กับ format ที่ระบุไว้ได้ |
| new String ( text ); | ใช้สร้าง object string |
|---|---|
| new String ( char_array ); | ใช้สร้าง object string จาก char |
| new String ( char_array, start, count ); | ใช้สร้าง object string จาก char โดยมีการกำหนด ตำแหน่งเริ่มต้น และจำนวนด้วย |
| new String ( object_strint ); | ใช้สร้าง object string จาก object string |
| new String ( byte_ascii_array ); | ใช้สร้าง object string จาก ascii |
| new String ( byte_ascii_array, start, count ); | ใช้สร้าง object string จาก ascii โดยมีการกำหนด ตำแหน่งเริ่มต้น และจำนวนด้วย |
| equals() | ใช้ในการเปรียบเทียบข้อความ |
| compareTo() | ใช้ในการเปรียบเทียบข้อความ โดยจะค่อยๆเปรียบเทียบทีละตัวอักษร จากรหัส ascii ของข้อความ string |
| concat() | ใช้รวมข้อความ string ( มีค่าเหมือนการใช้ตัวดำเนินการ "+" ) |
| substring() | ใช้ดึงข้อมูลจากข้อความ string โดยเริ่มจากตำแหน่งที่กำหนด จนถึงตำแหน่งที่กำหนด |
| charAt() | ใช้ดึงข้อมูลจากข้อความ string ณ ตำแหน่งที่กำหนด โดยจะดึงมาเพียง 1 ตัวอักษร |
| getChars() | ใช้ดึงข้อมูลจากข้อความ string ตั้งแต่ตำแหน่งที่กำหนด จนถึงตำแหน่งที่กำหนด |
| replace() | ใช้แทนที่ตัวอักษร |
| length() | ใช้คืนค่าจำนวนของข้อความ string |
| trim() | ใช้ตัดช่องว่างทางด้านขวาและด้านซ็ายออกจากข้อความ string |
| indexOf() | ใช้ค้นหาข้อความหรือตัวอักษรที่กำหนด เป็นการค้นหาจากหน้าไปหลัง และจะคืนตำแหน่งแรกที่พบ |
| indexOf ( text, start ); | ใช้ค้นหาข้อความหรือตัวอักษรที่กำหนด เป็นการค้นหาจากหน้าไปหลัง โดยจะเริ่มค้นหาตั้งแต่ตำแหน่งที่กำหนด และจะคืนตำแหน่งแรกที่พบ |
| lastIndexOf() | ใช้ค้นหาข้อความหรือตัวอักษรที่กำหนด เป็นการค้นหาจากหลังมาหน้า และจะคืนตำแหน่งแรกที่พบ |
| lastIndexOf ( text, start ); | ใช้ค้นหาข้อความหรือตัวอักษรที่กำหนด เป็นการค้นหาจากหลังมาหน้า โดยจะเริ่มค้นหาตั้งแต่ตำแหน่งที่กำหนด และจะคืนตำแหน่งแรกที่พบ |
| toUpperCase() | ใช้เปลี่ยนตัวอักษรให้เป็นตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด |
| toLowerCase() | ใช้เปลี่ยนตัวอักษรให้เป็นตัวพิมพ์เล็กทั้งหมด |
| new StringBuffer() | ใช้ในการสร้าง object StringBuffer โดย object นี้จะมีความยาวสูงสุดไม่เกิน 16 |
|---|---|
| new StringBuffer ( length ) | ใช้ในการสร้าง object StringBuffer โดย object นี้จะมีความยาวสูงสุดไม่เกิน length |
| new StringBuffer ( text ) | ใช้ในการสร้าง object StringBuffer โดย object นี้จะมีความยาวสูงสุดตามจำนวนตัวอักษรที่ได้สร้างไป |
| append() | ใช้ในการรวมข้อความ string |
| charAt() | ใช้ในการคืนค่าตัวอักษรของข้อความ string ณ ตำแหน่งที่กำหนด |
| setCharAt() | ใช้ในการแทนที่ตัวอักษร ลงในข้อความ string |
| length() | ใช้ในการคืนค่าจำนวนตัวอักษรของข้อความ string |
| setLength() | ใช้กำหนด ความยาว สูงสุดของ ข้อความ string |
| capacity() | ใช้ในการคืนค่าความยาวสูงสุดของข้อความ string |
| insert() | ใช้แทรกข้อความ string ลงไป โดยแทรกในตำแหน่ง start |
| reverse() | ใช้สลับข้อความ string จากหลังไปหน้า จากหน้าไปหลัง |
| new StringTokenizer ( text, delimiters ) | ใช้แบ่งข้อความออกเป็นส่วนๆ โดยมี delimiters เป็นตัวแบ่ง |
|---|---|
| hasMoreTokens() | ใช้ตรวจสอบว่ายังมี token หลงเหลืออยู่หรือไม่ |
| countTokens() | ใช้นับจำนวน token ทั้งหมด |
| nextToken() | ใช้คืนค่า ข้อความของ token ปัจจุบัน และเลื่อนไปยัง token ถัดไป |
| nextToken ( delimiters ) | ใช้คืนค่า ข้อความของ token ปัจจุบัน และเลื่อนไปยัง token ถัดไป |
| abs() | ใช้หาค่าสัมบูรณ์ |
|---|---|
| sqrt() | ใช้หาค่ารากที่สอง |
| pow() | ใช้หาค่ายกกำลัง |
| ceil() | ใช้ปัดเศษทศนิยมให้มีค่ามากขึ้น |
| floor() | ใช้ปัดเศษทศนิยมให้มีค่าน้อยลง |
| round() | ใช้ปัดเศษทศนิยมตามปกติ ( คือ มากกว่าหรือเท่ากับ 5 จะปัดขึ้น และ น้อยกว่า 5 จะปัดลง ) |
| random() | ใช้ในการสุ่มตัวเลข ระหว่าง 0 ถึง 1 |
| max() | ใช้ในการหาค่าที่มากกว่าระหว่างตัวเลขที่กำหนด |
| min() | ใช้ในการหาค่าที่น้อยกว่าระหว่างตัวเลขที่กำหนด |
| log() | ใช้หาค่า log |
| exp() | ใช้หาค่า e ยกกำลัง ( e มีค่าประมาณ 2.71828 ) |
| sin() | ใช้หาค่า sine ของมุมที่กำหนด |
| cos() | ใช้หาค่า cosine ของมุมที่กำหนด |
| tan() | ใช้หาค่า tan ของมุมที่กำหนด |
| asin() | ใช้หาค่า arc sine ของตัวเลขที่กำหนด |
| acos() | ใช้หาค่า arc cosine ของตัวเลขที่กำหนด |
| atan() | ใช้หาค่า arc tangent ของตัวเลขที่กำหนด |
| atan2() | ใช้หาค่ามุมพิกัดโพลาร์ ของพิกัด x และ y |
| PI | ใช้คืนค่า PI ซึ่งเท่ากับ 3.141592653589793 |
| new Random () | ใช้สร้าง object ของ class random |
|---|---|
| nextInt() | ใช้สุ่มเลขจำนวนเต็มระหว่าง 0 ถึง max |
| nextDouble() | ใช้สุ่มเลขที่มีทศนิยมด้วย ระหว่าง 0 ถึง 1 |
| nextLong() | ใช้สุ่มเลข |
| nextFloat() | ใช้สุ่มเลข |
| new Dictionary() | ใช้สร้าง object dictionary |
|---|---|
| put() | ใช้เพิ่มข้อมูลเข้าไปใน Dictionary |
| remove() | ใช้ลบข้อมูลออกจาก Dictionary |
| get() | ใช้คืนค่า value จาก Dictionary ที่มี key ตามที่กำหนด |
| size() | ใช้คืนค่า จำนวนข้อมูลทั้งหมด ที่มีใน Dictionary |
| keys() | ใช้คืนค่า key ทั้งหมด ที่มีใน Dictionary |
| element() | ใช้คืนค่า value ทั้งหมด ที่มีใน Dictionary |
| isEmpty() | ใช้ตรวจสอบว่า Dictionary ไม่มีข้อมูลอยู่เลย ใช่หรือไม่ |
| new Hashtable() | ใช้สร้าง object hashtable |
|---|---|
| new Hashtable( size ) | ใช้สร้าง object hashtable และกำหนดขนาดของ object ด้วย |
| new Hashtable( size, size_increment ) | ใช้สร้าง object hashtable และกำหนดขนาดของ object อีกทั้งยังกำหนดด้วยว่าถ้าข้อมูลเต็มจะเพิ่มขนาดครั้งละเท่าใด |
| put() | ใช้เพิ่มข้อมูลเข้าไปใน Hashtable |
| clear() | ใช้ลบข้อมูลทั้งหมดที่มีใน Hashtable |
| remove() | ใช้ลบข้อมูลออกจาก Hashtable |
| get() | ใช้คืนค่า value จาก Hashtable ที่มี key ตามที่กำหนด |
| containsKey() | ใช้ตรวจสอบว่ามี key ที่กำหนดอยู่ใน hashtable หรือไม่ |
| containsValue() | ใช้ตรวจสอบว่ามี value ที่กำหนดอยู่ใน hashtable หรือไม่ |
| contains() | ใช้ตรวจสอบว่ามี key หรือ value ที่กำหนดอยู่ใน hashtable หรือไม่ |
| key() | ใช้คืนค่า key ทั้งหมดที่มีใน hashtable |
| element() | ใช้คืนค่า value ทั้งหมดที่มีใน hashtable |
| size() | ใช้คืนค่า จำนวนข้อมูลทั้งหมด ที่มีใน hashtable |
| isEmpty() | ใช้ตรวจสอบว่า hashtable ไม่มีข้อมูลอยู่เลย ใช่หรือไม่ |
| new Properties() | ใช้สร้าง object Properties |
|---|---|
| put() | ใช้เพิ่มข้อมูลเข้าไปใน Properties |
| clear() | ใช้ลบข้อมูลทั้งหมดที่มีใน Properties |
| remove() | ใช้ลบข้อมูลออกจาก Properties |
| getProperties() | ใช้คืนค่า value จาก Properties ที่มี key ตามที่กำหนด |
| containsKey() | ใช้ตรวจสอบว่ามี key ที่กำหนดอยู่ใน Properties หรือไม่ |
| containsValue() | ใช้ตรวจสอบว่ามี value ที่กำหนดอยู่ใน Properties หรือไม่ |
| contains() | ใช้ตรวจสอบว่ามี key หรือ value ที่กำหนดอยู่ใน Properties หรือไม่ |
| propertyNames() | ใช้คืนค่า key ทั้งหมดที่มีใน Properties |
| size() | ใช้คืนค่า จำนวนข้อมูลทั้งหมด ที่มีใน Properties |
| isEmpty() | ใช้ตรวจสอบว่า Properties ไม่มีข้อมูลอยู่เลย ใช่หรือไม่ |
| hasMoreElements() | ใช้ตรวจสอบว่ายังมีข้อมูลอยู่ใน Enumeration อีกหรือไม่ |
|---|---|
| nextElement() | ใช้คืนค่า ข้อความของ enumeration ตำแหน่งปัจจุบัน และเลื่อนไปยังตำแหน่งถัดไป |
| getCurrencyInstance() | ใช้สร้าง object number format ที่มีการจัดรูปแบบตัวเลขให้เป็น ค่าเงิน ตามที่ระบบเครื่องตั้งไว้ |
|---|---|
| getCurrencyInstance( object_locale ) | ใช้สร้าง object number format ที่มีการจัดรูปแบบตัวเลขให้เป็น ค่าเงิน ตามที่กำหนด |
| getPercentInstance() | ใช้สร้าง object number format ที่มีการจัดรูปแบบตัวเลขให้เป็น เปอร์เซ็นต์ ตามที่ระบบเครื่องตั้งไว้ |
| getPercentInstance( object_locale ) | ใช้สร้าง object number format ที่มีการจัดรูปแบบตัวเลขให้เป็น เปอร์เซ็นต์ ตามที่กำหนด |
| getNumberInstance() | ใช้สร้าง object number format โดยจะใช้จัดรูปแบบตัวเลข ตามต้องการ |
| getNumberInstance( object_locale ) | ใช้สร้าง object number format โดยจะใช้จัดรูปแบบตัวเลข ตามต้องการ |
| setMaximumFractionDigits() | ใช้กำหนด จำนวนสูงสุดของทศนิยม |
| setMinimumFractionDigits() | ใช้กำหนด จำนวนต่ำสุดของทศนิยม ( อย่างน้อย ) |
| format() | ใช้คืนค่าข้อมูลที่ได้หลังจากการจัดรูปแบบ |
| new Locale( object_string_language ) | ใช้สร้าง object locale หร้อมกับกำหนดรหัสภาษา |
|---|---|
| new Locale( object_string_language, object_string_country ) | ใช้สร้าง object locale หร้อมกับกำหนดรหัสภาษา และรหัสประเทศ |
| setDefault() | ใช้กำหนดค่า default ให้ Locale |
| getDefault() | ใช้คืนค่า default ของ locale |
| getLanguage() | ใช้คืนค่า รหัสภาษา ของ Locale นั้นๆ |
| getCountry() | ใช้คืนค่า รหัสประเทศ ของ Locale นั้นๆ |
| getVariant() | ใช้คืนค่า variant code ของ Locale นั้นๆ |
| getDisplayLanguage() | ใช้คืนค่า ชื่อภาษา ของ locale นั้นๆ |
| getDisplayLanguage() | ใช้คืนค่า ชื่อภาษา ของ locale จากค่าคงที่ที่กำหนด |
| getDisplayCountry() | ใช้คืนค่า ชื่อประเทศ ของ locale นั้นๆ |
| getDisplayCountry() | ใช้คืนค่า ชื่อประเทศ ของ locale จากค่าคงที่ที่กำหนด |
| getDisplayName() | ใช้คืนค่า ชื่อภาษาและชื่อประเทศ ของ locale นั้นๆ |
| getDisplayName() | ใช้คืนค่า ชื่อภาษาและชื่อประเทศ ของ locale จากค่าคงที่ที่กำหนด |
| getISOLanguages() | ใช้คืนค่า รหัสภาษา ทั้งหมด |
| getISOCountries() | ใช้คืนค่า รหัสประเทศ ทั้งหมด |
| getAvailableLocales() | ใช้คืนค่า object locale ทั้งหมด ที่ระบบมี |
| รหัสภาษา ของระบบ ที่ใช้ใน java | ได้แก่ zh, da, nl, en, ja, ko, fr, no, fn, fi, de, el, pt, sp, sv, tr เป็นต้น |
| รหัสประเทศ ของระบบ ที่ใช้ใน Java | ได้แก่ AT, BE, CA, CN, DK, FI, DE, GR, IE, IT, JP, KR, NL, NO, GB, PT, SE, TW, US, ES, CH, TR เป็นต้น |
| new Date() | ใช้สร้าง object date โดยจะมีค่า วันที่และเวลาปัจจุบัน |
|---|---|
| after() | ใช้ตรวจสอบว่า วันที่และเวลา มาหลัง วันที่และเวลาที่กำหนด หรือไม่ |
| before() | ใช้ตรวจสอบว่า วันที่และเวลา มาก่อน วันที่และเวลาที่กำหนด หรือไม่ |
| equals() | ใช้ตรวจสอบว่า วันที่และเวลา มาก่อน วันที่และเวลาที่กำหนด หรือไม่ |
| compareTo() | ใช้ตรวจสอบว่า วันที่และเวลาใดมาก่อน วันที่และเวลาใดมาหลัง |
| getInstance() | ใช้สร้าง object calendar |
|---|---|
| getInstance( object_locale ) | ใช้สร้าง object calendar และจะมีค่าปฏิทินตาม object locale ที่กำหนด |
| setTime() | ใช้กำหนดวันที่และเวลาให้กับ object calendar |
| getTime() | ใช้คืนค่า Object date ที่เก็บค่าวันที่และเวลาเอาไว้ |
| set() | ใช้กำหนดค่า ปี เดือน และวัน ให้กับ Object Calendar |
| after() | ใช้ตรวจสอบว่า ปฏิทิน มาหลัง ปฏิทินที่กำหนด หรือไม่ |
| before() | ใช้ตรวจสอบว่า ปฏิทิน มาก่อน ปฏิทินที่กำหนด หรือไม่ |
| equals() | ใช้ตรวจสอบว่า ปฏิทิน เท่ากันกับ ปฏิทินที่กำหนด หรือไม่ |
| get() | ใช้คืนค่า หน่วยของ ปฏิทินที่ต้องการ |
| set( calendar_constant, int_value ) | ใช้กำหนดค่า หน่วยของ ปฏิทินที่ต้องการ |
| setFirstDayOfWeek() | ใช้กำหนด วันเริ่มต้นของ สัปดาห์ |
| clear() | ใช้ ลบค่าข้อมูล ปฏิทิน ของ calendar |
| sort( int_array ) | ใช้เรียงข้อมูลใน array จากน้อยไปมาก |
|---|---|
| sort( long_array ) | ใช้เรียงข้อมูลใน array จากน้อยไปมาก |
| fill() | ใช้กำหนดค่าใน array โดยทุกๆ index จะมีค่าเหมือนกัน คือค่าที่กำหนด |
| binarySearch() | ใช้ค้นหาข้อมูลใน array เป็นค้นหาจากหน้าไปหลัง โดยจะคืนค่าตำแหน่ง index แรกที่พบข้อมูล |
| equals() | ใช้เปรียบเทียบ array ว่า array ทั้งสองเท่ากันหรือไม่ |
| stack คืออะไร ? | คือโคตรงสร้างข้อมูลแบบมีลำดับ และมีการทำงานแบบ LIFO โดยใช้คำสั่ง คือ push และ pop |
|---|---|
| new Stack() | ใช้สร้าง object stack |
| push() | ใช้เพิ่มข้อมูลใน stack โดยจะเรียงต่อไปเรื่อยๆ ในตำแหน่งท้ายสุด |
| pop() | ใช้คืนค่าข้อมูลใน stack จากตำแหน่ง top ออกมา และเลื่อน top ไปหนึ่งตำแหน่ง |
| peek() | ใช้คืนค่าข้อมูลใน stack จากตำแหน่ง top ออกมา |
| search() | ใช้ค้นหาข้อมูลใน stack หากพบข้อมูลจะคืนค่าตำแหน่งที่พบกลับมา หากไม่พบข้อมูลจะคืนค่า -1 กลับมา |
| empty() | ใช้ตรวจสอบว่าใน stack ไม่มีข้อมูล ใช่หรือไม่ |
| new Vector() | ใช้สร้าง object vector โดยมีขนาด 10 |
|---|---|
| new Vector( int_length ) | ใช้สร้าง object vector โดยมีขนาดตามที่กำหนด |
| new Vector( length, size_increment ) | ใช้สร้าง object vector โดยมีขนาดตามที่กำหนด และถ้าข้อมูลเต็ม จะเพิ่มขนาดครั้งละตามที่กำหนด |
| setSize() | ใช้กำหนดขนาดของ vector |
| addElement() | ใช้เพิ่ม ข้อมูล เข้าไปใน vector ในตำแหน่งสุดท้าย |
| add() | ใช้เพิ่ม ข้อมูล เข้าไปใน vector ในตำแหน่งที่กำหนด |
| insertElementAt() | ใช้เพิ่ม ข้อมูล เข้าไปใน vector ในตำแหน่งที่กำหนด |
| setElementAt() | ใช้เปลี่ยนค่าข้อมูล ในตำแหน่งที่กำหนด ของ vector |
| removeElementAt() | ใช้ลบข้อมูล ในตำแหน่งที่กำหนด ใน vector |
| removeElement() | ใช้ลบข้อมูล ที่กำหนดออกจาก vector |
| removeAllElements() | ใช้ลบข้อมูลทั้งหมดออกจาก vector |
| firstElement() | ใช้คืนค่า element ตัวแรก ของ vector |
| lastElement() | ใช้คืนค่า element ตัวสุดท้าย ของ vector |
| get() | ใช้คืนค่า element ณ ตำแหน่งที่กำหนด จาก vector |
| elementAt() | ใช้คืนค่า element ณ ตำแหน่งที่กำหนด จาก vector |
| remove() | ใช้คืนค่า element ณ ตำแหน่งที่กำหนด และลบข้อมูลนั้นออกจาก vector ด้วย |
| clear() | ใช้ลบข้อมูลทั้งหมดออกจาก vector |
| capacity() | ใช้คืนค่าจำนวนสมาชิกที่สามารถจัดเก็บใน vector ได้ |
| size() | ใช้คืนค่าจำนวนสมาชิกที่ถูกจัดเก็บใน vector ในขณะนี้ |
| isEmpty() | ใช้ตรวจสอบว่า vector ไม่มีข้อมูลอยู่เลยใช่หรือไม่ |
| indexOf() | ใช้ค้นหาข้อมูลใน vector โดยเป็นการค้นหาจากหน้าไปหลัง และจะคืนค่า ตำแหน่งแรก ที่พบข้อมูลมาให้ |
| new GregorianCalendar () | ใช้สร้าง Object GregorianCalendar โดยมีค่าวันที่และเวลา ตาม timezone ของระบบ |
|---|---|
| new GregorianCalendar ( object_locale ) | ใช้สร้าง Object GregorianCalendar โดยมีค่าวันที่และเวลา ตาม timezone ของ Locale ที่กำหนด |
| new GregorianCalendar ( year, month, day ) | ใช้สร้าง Object GregorianCalendar โดยมีค่าวันที่ ตามที่กำหนด |
| new GregorianCalendar ( year, month, day, hour, minute ) | ใช้สร้าง Object GregorianCalendar โดยมีค่าวันที่และเวลา ตามที่กำหนด |
| setGregorianChange() | ใช้กำหนด วันที่และเวลาใหม่ ให้กับ object GregorianCalendar |
| getActualMaximum() | ใช้คืนค่า ค่าสูงสุด ที่เป็นไปได้ ของหน่วยวันที่หรือเวลา ที่กำหนด |
| getActualMinimum() | ใช้คืนค่า ค่าต่ำสุด ที่เป็นไปได้ ของหน่วยวันที่หรือเวลา ที่กำหนด |
| isLeapYear() | ใช้ตรวจสอบว่า ปีที่กำหนด ใช้ leap year หรือไม่ |
| getInstance() | ใช้ สร้าง Object DateFormat โดยมีการจัดรูปแบบวันที่และเวลา ให้เป็นแบบ สั้น |
|---|---|
| getDateTimeInstance() | ใช้ สร้าง Object DateFormat โดยมีการจัดรูปแบบวันที่และเวลา ให้เป็นแบบ ยาว |
| getDateInstance() | ใช้ สร้าง Object DateFormat โดยมีการจัดรูปแบบวันที่ ให้เป็นแบบ ยาว |
| getDateInstance ( constant, locale ) | ใช้ สร้าง Object DateFormat โดยมีการจัดรูปแบบวันที่ ตามลักษณะที่กำหนด |
| getTimeInstance() | ใช้ สร้าง Object DateFormat โดยมีการจัดรูปแบบเวลา ให้เป็นแบบ ยาว |
| getTimeInstance ( constant, locale ) | ใช้ สร้าง Object DateFormat โดยมีการจัดรูปแบบเวลา ตามลักษณะที่กำหนด |
| format() | ใช้คืนค่า วันที่และเวลา ที่ได้หลังจากการจัดรูปแบบแล้ว |
| FULL | ใช้คืนค่า ตัวเลข ที่เป็นค่าคงที่ ที่แทนความหมายว่าเป็น เป็นการจัดรูปแบบวันที่และเวลา แบบเต็ม |
| LONG | ใช้คืนค่า ตัวเลข ที่เป็นค่าคงที่ ที่แทนความหมายว่าเป็น เป็นการจัดรูปแบบวันที่และเวลา แบบยาว |
| MEDIUM | ใช้คืนค่า ตัวเลข ที่เป็นค่าคงที่ ที่แทนความหมายว่าเป็น เป็นการจัดรูปแบบวันที่และเวลา แบบย่อ |
| SHORT | ใช้คืนค่า ตัวเลข ที่เป็นค่าคงที่ ที่แทนความหมายว่าเป็น เป็นการจัดรูปแบบวันที่และเวลา แบบสั้น |
| DEFAULT | ใช้คืนค่า ตัวเลข ที่เป็นค่าคงที่ ที่แทนความหมายว่าเป็น เป็นการจัดรูปแบบวันที่และเวลา แบบปกติ |
| new DateFormatSymbols () | ใช้สร้าง Object DateFormatSymbols |
|---|---|
| new DateFormatSymbols ( object_locale ) | ใช้สร้าง Object DateFormatSymbols |
| setEras() | ใช้กำหนด คำอธิบาย ศักราช ให้กับ Object DateFormatSymbols |
| getEras() | ใช้คืนค่า คำอธิบาย ศักราช ของ Object DateFormatSymbols |
| setMonths() | ใช้กำหนด คำอธิบาย เดือนแบบเต็ม ให้กับ Object DateFormatSymbols |
| getMonths() | ใช้คืนค่า คำอธิบาย เดือนแบบเต็ม ของ Object DateFormatSymbols |
| setShortMonths() | ใช้กำหนด คำอธิบาย เดือนแบบย่อ ให้กับ Object DateFormatSymbols |
| getShortMonths() | ใช้คืนค่า คำอธิบาย เดือนแบบย่อ ของ Object DateFormatSymbols |
| setWeekdays() | ใช้กำหนด คำอธิบาย ชื่อวันแบบเต็ม ให้กับ Object DateFormatSymbols |
| getWeekdays() | ใช้คืนค่า คำอธิบาย ชื่อวันแบบเต็ม ของ Object DateFormatSymbols |
| setShortWeekdays() | ใช้กำหนด คำอธิบาย ชื่อวันแบบย่อ ให้กับ Object DateFormatSymbols |
| getShortWeekdays() | ใช้คืนค่า คำอธิบาย ชื่อวันแบบย่อ ของ Object DateFormatSymbols |
| setAmPmStrings() | ใช้กำหนด คำอธิบาย ค่า AM และ PM ให้กับ Object DateFormatSymbols |
| getAmPmStrings() | ใช้คืนค่า คำอธิบาย ค่า AM และ PM ของ Object DateFormatSymbols |
| new SimpleDateFormat () | ใข้สร้าง Object SimpleDateFormat |
|---|---|
| new SimpleDateFormat ( pattern ) | ใข้สร้าง Object SimpleDateFormat โดยมีการจัดรูปแบบไว้ |
| new SimpleDateFormat ( pattern, locale ) | ใข้สร้าง Object SimpleDateFormat โดยมีการจัดรูปแบบไว้ |
| new SimpleDateFormat ( pattern, dateformatsymbols ) | ใข้สร้าง Object SimpleDateFormat โดยมีการจัดรูปแบบไว้ |
| applyPattern() | ใช้กำหนดรูปแบบ วันที่และเวลา ให้กับ Object SimpleDateFormat |
| applyLocalizedPattern() | ใช้กำหนดรูปแบบ วันที่และเวลา ให้กับ Object SimpleDateFormat |
| setDateFormatSymbols() | ใช้กำหนดรูปแบบ วันที่และเวลา ในรูปแบบของ object DateFormatSymbols |
| getDateFormatSymbols() | ใช้คืนค่า การจัดรูปแบบของวันที่และเวลา ในรูปแบบของ object DateFormatSymbols |
| format() | ใช้คืนค่า วันที่และเวลา ที่จัดรูปแบบแล้ว |
| new DecimalFormat () | ใช้สร้าง Object DecimalFormat |
|---|---|
| new DecimalFormat ( pattern ) | ใช้สร้าง Object DecimalFormat โดยมีการกำหนดรูปแบบของการแสดงผลไว้ด้วย |
| new DecimalFormat ( pattern, object_decimalformatsymbols ) | ใช้สร้าง Object DecimalFormat โดยมีการกำหนดรูปแบบของการแสดงผลไว้ด้วย |
| applyPattern() | ใช้กำหนดรูปแบบของการแสดงผล ให้กับ Object DecimalFormat |
| applyLocalizedPattern() | ใช้กำหนดรูปแบบของการแสดงผล ให้กับ Object DecimalFormat |
| setDecimalFormatSymbols() | ใช้กำหนดรูปแบบของการแสดงผล ให้กับ Object DecimalFormat |
| getDecimalFormatSymbols() | ใช้คืนค่า การจัดรูปแบบของการแสดงผล ของ Object DecimalFormat |
| format() | ใช้คืนค่า ตัวเลข ที่ได้หลังจากการจัดรูปแบบแล้ว |
| new DecimalFormatSymbols () | ใช้สร้าง Object DecimalFormatSymbols |
|---|---|
| new DecimalFormatSymbols ( locale ) | ใช้สร้าง Object DecimalFormatSymbols โดยมีค่า รูปแบบตัวเลข ตาม timezone ของ Locale ที่กำหนด |
| setDecimalSeparator() | ใช้กำหนด สัญลักษณ์ ของการคั่นตัวเลขเมื่อมีตัวเลขครบทุกๆ 3 ตำแหน่ง |
| getDecimalSeparator() | ใช้คืนค่า สัญลักษณ์ ของการคั่นตัวเลขเมื่อมีตัวเลขครบทุกๆ 3 ตำแหน่ง |
| setMonetaryDecimalSeparator() | ใช้กำหนด สัญลักษณ์ ของการแทนเครื่องหมายจุดทศนิยม |
| getMonetaryDecimalSeparator() | ใช้คืนค่า สัญลักษณ์ ของการแทนเครื่องหมายจุดทศนิยม |
| setPercent() | ใช้กำหนด สัญลักษณ์ ของการแทนเครื่องหมายเปอร์เซ็นต์ |
| getPercent() | ใช้คืนค่า สัญลักษณ์ ของการแทนเครื่องหมายเปอร์เซ็นต์ |
| setDigit() | ใช้กำหนด สัญลักษณ์ ของการแทนตัวเลข 0 ของเลขฐาน 2 |
| getDigit() | ใช้คืนค่า สัญลักษณ์ ของการแทนตัวเลข 0 ของเลขฐาน 2 |
| setMinusSign() | ใช้กำหนด สัญลักษณ์ ของการแทนเครื่องหมาย ลบ |
| getMinusSign() | ใช้คืนค่า สัญลักษณ์ ของการแทนเครื่องหมาย ลบ |
| new MessageFormat ( pattern ) | ใช้สร้าง Object MessageFormat โดยมีการกำหนดรูปแบบของข้อความที่ต้องการจัดไว้ด้วย |
|---|---|
| new MessageFormat ( pattern, locale ) | ใช้สร้าง Object MessageFormat โดยมีการกำหนดรูปแบบของข้อความที่ต้องการจัดไว้ด้วย |
| applyPattern() | ใช้กำหนดรูปแบบของข้อความที่ต้องการจัด ให้กับ Object MessageFormat |
| setLocale() | ใช้กำหนด object Locale ให้กับ Object MessageFormat |
| getLocale() | ใช้คืนค่า object Locale ของ Object MessageFormat |
| format ( object_array ) | ใช้คืนค่า ข้อความ ที่ได้หลังจากการจัดรูปแบบแล้ว |
| format ( pattern, object_array ) | ใช้คืนค่า ข้อความ ที่ได้หลังจากการจัดรูปแบบแล้ว |
| โครงสร้างของ Pattern ของการจัดรูปแบบ | ได้แก่ { index }, { index, type_var }, { index, type_var, kind } |
| ชนิดข้อมูล และรูปแบบของข้อมูล ที่ใช้ในการจัดรูปแบบ | ได้แก่ time, date, number, choice |
| ตัวดำเนินการทางคณิตศาสตร์ | ตัวดำเนินการทางคณิตศาสตร์ |
|---|---|
| ตัวดำเนินการการกำหนดค่า | ตัวดำเนินการการกำหนดค่า |
| ตัวดำเนินการเพิ่มค่าหรือลดค่า | ตัวดำเนินการเพิ่มค่าหรือลดค่า |
| ตัวดำเนินการเชิงเปรียบเทียบ | ตัวดำเนินการเชิงเปรียบเทียบ |
| ตัวดำเนินการเชิงตรรกะ | ตัวดำเนินการเชิงตรรกะ |
| ตัวดำเนินการเชิงข้อความ | ตัวดำเนินการเชิงข้อความ |
| คำสั่งควบคุมการทำงาน IF | คำสั่ง if คือ ใช้ตรวจสอบเงื่อนไข ถ้าหากว่าเงื่อนไขเป็นจริง ก็จะทำตามคำสั่งที่กำหนด |
|---|---|
| คำสั่งควบคุมการทำงาน IF ELSE | คำสั่ง if คือ ใช้ตรวจสอบเงื่อนไข ถ้าหากว่าเงื่อนไขเป็นจริง ก็จะทำตามคำสั่งที่กำหนด |
| คำสั่งควบคุมการทำงาน IF ELSE IF | คำสั่ง if คือ ใช้ตรวจสอบเงื่อนไข ถ้าหากว่าเงื่อนไขเป็นจริง ก็จะทำตามคำสั่งที่กำหนด |
| คำสั่งควบคุมการทำงาน NESTED IF | คำสั่ง if คือ ใช้ตรวจสอบเงื่อนไข ถ้าหากว่าเงื่อนไขเป็นจริง ก็จะทำตามคำสั่งที่กำหนด |
| คำสั่งควบคุมการทำงาน SWITCH CASE | คำสั่ง switch case คือ จะตรวจสอบค่าของตัวแปร ถ้าตรงตามเงื่อนไขใดก็จะทำตามคำสั่งนั้นๆ |
| คำสั่งควบคุมการทำงาน EXPRESSION | คำสั่ง expression คือ ใช้กำหนดคำสั่งแบบมีเงื่อนไข |
| คำสั่งควบคุมการทำงาน FOR | คำสั่ง for คือ จะทำงานเมื่อเงื่อนไขเป็นจริง และจะจบการทำงานเมื่อเงื่อนไขเป็นเท็จ |
| คำสั่งควบคุมการทำงาน WHILE | คำสั่ง while คือ จะทำงานเมื่อเงื่อนไขเป็นจริง และจะจบการทำงานเมื่อเงื่อนไขเป็นเท็จ |
| คำสั่งควบคุมการทำงาน DO WHILE | คำสั่ง do while คือ จะทำงานก่อน 1 ครั้ง แล้วหลังจากนั้นจะทำงานก็ต่อเมื่อเงื่อนไขยังเป็นจริงอยู่ |